ข่าวประจำวันที่ 20 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, เสื้อผ้า, คน, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

 

1. พาณิชย์เบรกนำเข้ามันเส้น 9 ราย (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 20 มกราคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยและประเทศเพื่อนบ้านเริ่มออกสู่ตลาดมาก ได้ส่งชุดตรวจคุณภาพมันเส้นลงพื้นที่กระจายตัวตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ซึ่งเป็นจุดนำเข้ามันเส้นสำคัญ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม - 14 มกราคม 2569 ตรวจพบผู้นำเข้ามันเส้นไม่ได้มาตรฐานจำนวน 9 ราย จึงได้ลงโทษผู้นำเข้าดังกล่าว โดยการระงับการนำเข้าทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำราคาถูกเข้าประเทศอีก ซึ่งถือเป็นการทำลายชื่อเสียงมาตรฐานมันเส้นไทย ผู้ซื้อขาดความเชื่อมั่น และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเสถียรภาพราคามันสำปะหลังในประเทศ โดยผู้นำเข้ามันเส้นที่ไม่ได้มาตรฐานรวม 9 ราย โดยตรวจพบที่ด่านศุลกากรช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี 2 ราย ด่านศุลกากรมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 2 ราย และด่านศุลกากรบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ 5 ราย ทั้งหมดความชื้นเกินกว่าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด"

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคุณภาพมันเส้นนำเข้าจะดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพราคามันสำปะหลังในประเทศ ตามนโยบายของ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) โดยจะเน้นเป็นพิเศษในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี มุกดาหาร บึงกาฬ และเลย ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ครอบคลุมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลค้ามันเส้นของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ จะเข้มตรวจสอบคุณภาพมันเส้นส่งออก เพื่อให้ประเทศคู่ค้ามั่นใจคุณภาพของสินค้าไทยในฐานะที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมมันเส้นในภูมิภาค โดยตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น ทูร์เคีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, ยิ้ม, เสื้อผ้า

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

2. บีโอไอไฟเขียว ZDT ยักษ์ใหญ่ PCB ขยายลงทุน 6.5 หมื่นล. ดันไทยฐานผลิต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 มกราคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ได้อนุมัติให้การส่งเสริมโครงการขยายการลงทุนของบริษัท เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Zhen Ding Technology (ZDT) ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) อันดับ 1 ของโลก มีฐานการผลิตที่จีนและไต้หวัน กับบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดย ZDT ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม PCB ที่มีความซับซ้อนสูง เพื่อส่งออกไปทั่วโลก ตั้งโรงงานอยู่ที่ จังหวัดปราจีนบุรี ทั้งนี้ มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรวม 4 โครงการ โดยโครงการแรกได้รับอนุมัติไปเมื่อปี 2566 และเริ่มเดินสายการผลิตแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา ต่อมาได้ยื่นคำขออีก 3 โครงการ เพื่อขยายการลงทุนต่อเนื่อง และได้รับอนุมัติจากบีโอไอในครั้งนี้ รวมมูลค่าเงินลงทุนทั้ง 4 โครงการ กว่า 65,000 ล้านบาท และจะมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 5,600 คน สำหรับกลุ่มบริษัท ZDT เป็นผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 มีรายได้รวมมากกว่า 180,000 ล้านบาทต่อปี มีพนักงานมากกว่า 48,000 คนทั่วโลก โดยฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวของบริษัทนอกเหนือจากจีนและไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ช่วง 3 ปี (2566-2568) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งการผลิต PCB, PCBA และวัตถุดิบสำคัญของ PCB รวม 214 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 3 แสนล้านบาท โรงงาน PCB รายสำคัญได้เริ่มทยอยเดินเครื่องปี 2568 เป็นต้นมา โดยคลื่นการลงทุนในกลุ่ม PCB ที่เข้ามาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลักดันให้ไทยขึ้นมาเป็นฐานผลิต PCB อันดับ 1 ของอาเซียน และ Top 5 ของโลก

 

รูปภาพประกอบด้วย เสื้อผ้า, คน, ใบหน้าของมนุษย์, สูท

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายสมมาต ขุนเศษฐ

อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. ลุ้นอุตสาหกรรมรองเท้าโต 15% (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 20 มกราคม 2569)

นายสมมาต ขุนเศษฐ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แพน เอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมรองเท้าปี 2569 ว่า สถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจปี 2569 จะไม่โตขึ้นมาก และยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรมาทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ทั้งปัจจัยสถานการณ์โลก รวมทั้งสถานการณ์ของไทย ยังไม่มีปัจจัยตัวไหนส่งผลให้ไทยดีขึ้น เพราะการส่งออกก็ยังอยู่ในภาวะทรงตัว อีกทั้งสินค้าในประเทศอย่างสินค้าภาคเกษตรยังไม่เติบโต ส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนภายในประเทศช้าลง โดยไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมากถึง 60% เมื่อการส่งออกยังไม่ดีขึ้น และการซื้อในประเทศก็ลดลง จึงไม่น่าจะทำให้จีดีพีโตมาก สำหรับธุรกิจรองเท้าของไทย แน่นอนทางผู้ผลิตไทยต่างต้องการให้เติบโตขึ้น คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมและบริษัทจะเติบโตระดับ 15% โดยในส่วนของบริษัทจะเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเพิ่มช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยอดขายเติบโตตามเป้าหมาย ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมธุรกิจรองเท้า ช่องทางออนไลน์จะเพิ่มยอดรายได้ แต่พบว่ามีผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังไม่สามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ยังมีจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี แม้ว่าภาพรวมการค้าขายออนไลน์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเก่า ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวและเข้าถึงระบบออนไลน์ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใหม่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นเก่าเรียนรู้และทำได้จริง ถือเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็น เพราะตลาดในอนาคตจะต้องพึ่งพาช่องทางออนไลน์อยู่แล้ว ทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่อยากถือของกลับบ้าน รอให้จัดส่งถึงบ้านเป็นหลัก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะจัดการอบรมอย่างไร และใช้หลักสูตรแบบไหนให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนรุ่นเก่ายังติดระบบเดิมและทำไม่เป็น นี่คือสิ่งที่ควรโฟกัส

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ขาว, เครื่องหมาย, ธง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

4. เกาหลีใต้เผย PPI เดือนธ.ค.เพิ่มขึ้นติดต่อกันเดือนที่ 4 เหตุราคาสินค้าเกษตรพุ่ง-วอนอ่อน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 มกราคม 2569)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น และสกุลเงินวอนที่อ่อนค่าลง โดยรายงานเบื้องต้นของ BOK ระบุว่า ดัชนี PPI เดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรวดเร็วกว่าในเดือนพฤศจิกายน ที่เพิ่มขึ้น 0.3% โดยดัชนี PPI ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ซึ่งในเดือนดังกล่าวนั้น ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.4% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม สำหรับปัจจัยที่ทำให้ดัชนี PPI เดือนธันวาคม ปรับตัวขึ้น มาจากราคาสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ที่พุ่งขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่ราคาสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 0.4% ราคาด้านการบริการเพิ่มขึ้น 0.2% นำโดยราคาการบริการด้านการเงินและประกันซึ่งปรับตัวขึ้น 0.7% ส่วนเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เดือนธันวาคม ปรับตัวขึ้น 1.9% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตลอดปี 2568 ดัชนี PPI ปรับตัวขึ้นทั้งสิ้น 1.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่มีการขยายตัว 1.7%

                          

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)