ข่าวประจำวันที่ 21 มกราคม 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, เสื้อผ้า, ใบหน้าของมนุษย์, สวมใส่อย่างเป็นทางการ

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม

 

1. ดีพร้อมเสิร์ฟมาตรการด่วน ฟื้นฟูเอสเอ็มอีจากน้ำท่วมใต้ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569)

 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทย กำลังเผชิญ "มหาวิกฤตซ้อนวิกฤต" ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และความไม่สงบในบางพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เครื่องจักร และสต๊อกสินค้าของสถานประกอบการ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง และสูญเสียโอกาสทางการค้าอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ดีพร้อมจะดำเนินการเร่งฟื้นฟูเอสเอ็มอี ผ่านกลไกเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในหลากหลายสาขาที่มีประสิทธิภาพผ่าน "โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs)" ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อชุบชีวิตผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามวิกฤต และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดการพัฒนาธุรกิจได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพปัญหาอย่างตรงจุด

อย่างไรก็ตาม ดีพร้อมคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จึงเร่งฟื้นฟูธุรกิจให้กับคนตัวเล็กของธุรกิจไทยผ่านมาตรการที่รวดเร็ว และปฏิบัติได้จริง โดยคาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 840 ล้านบาท

 

ทุบสถิติสูงสุดรอบ5ปี ต่างชาติแห่ลงทุน-ญี่ปุ่นยืน1

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

2. ทุบสถิติสูงสุดรอบ 5 ปี ต่างชาติแห่ลงทุน-ญี่ปุ่นยืน 1 (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569)

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนธันวาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 5,187 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (5,554 ราย) ลดลง 367 ราย คิดเป็น 6.61% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนธันวาคม 2567 (4,377 ราย) เพิ่มขึ้น 810 ราย คิดเป็น 18.51% ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 13,385 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (14,860 ล้านบาท) ลดลง 1,475 ล้านบาท คิดเป็น 9.92% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนธันวาคม 2567 (22,895 ล้านบาท) ลดลง 9,510 ล้านบาท คิดเป็น 41.54% “ภาพรวมการจัดตั้งใหม่ตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับปี 2567 (87,596 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับปี 2567 (285,745 ล้านบาท)” นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวน 6,112 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เดือนพฤศจิกายน 2568 (2,494 ราย) เพิ่มขึ้น 3,618 ราย คิดเป็น 145.07% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 (6,065 ราย) เพิ่มขึ้น 47 ราย คิดเป็น 0.77% ทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 17,797 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2568 (10,979 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6,818 ล้านบาท คิดเป็น 62.10% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 (35,102 ล้านบาท) ลดลง 17,305 ล้านบาท คิดเป็น 49.30% “ภาพรวมการจดทะเบียนเลิกตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับปี 2567 (23,679 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท คิดเป็น 37.73% เมื่อเทียบกับปี 2567 (171,180 ล้านบาท)” ขณะที่การลงทุนของชาวต่างชาติในไทย เดือนธันวาคม 2568 มีการอนุญาต 105 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 28 ราย และขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนรวม 12,986 ล้านบาท

“ตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย 1,078 ราย เงินลงทุนรวม 324,148 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564-2568) โดยการอนุญาตตลอดปี 2568 เพิ่มขึ้น 124 ราย (13%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (954 ราย) มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท (42%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (228,106 ล้านบาท)” นายพูนพงษ์ กล่าว  

นายพูนพงษ์ ระบุว่า ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท 2.สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท 3.จีน 152 ราย คิดเป็น 14% เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท 4.สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท และ 5.ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 312 ราย คิดเป็น 30% เงินลงทุน 80,073 ล้านบาท ส่วนการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของปี 2568 มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 12 ราย คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 (301 ราย) มูลค่าการลงทุน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากจีน 83 ราย เงินลงทุน 19,263 ล้านบาท , ญี่ปุ่น 67 ราย เงินลงทุน 33,840 ล้านบาท , สิงคโปร์ 46 ราย เงินลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย เงินลงทุน 30,120 ล้านบาท

     

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, ยิ้ม, เสื้อผ้า

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. เอกนิตินำทีมลุยดาวอสดูดเงินลงทุนบิ๊กเทคฯ ยักษ์ใหญ่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 เพื่อตอกย้ำความพร้อมของไทยในการเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยนำคณะทีมไทยแลนด์และเอกชนไทย เข้าพบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) และ Mr.Mirek Dusek กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) และ Mr.John Dutton หัวหน้าโครงการ Uplink ของ WEF ทั้งนี้ นายเอกนิติ ได้หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อเร่งสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ได้แก่ 1. Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกที่ได้ประกาศแผนลงทุนระยะยาวในไทย 15 ปี กว่า 1.5 แสนล้านบาท และได้รับ การส่งเสริมการลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ มีเม็ดเงิน ลงทุนเฟสแรก 24,800 ล้านบาท ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์ 3 แห่ง ในไทยเปิดให้บริการแล้ว โดยนายเอกนิติ ได้หารือถึงการเข้าร่วมโครงการ Cloud First ของรัฐบาลไทย และขอให้บริษัทเพิ่มความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทย เพื่อผลิตวิศวกรเฉพาะทางด้านดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้น 2. Microsoft ผู้นำเทคโนโลยีด้านคลาวด์ และ AI ที่ประกาศแผนลงทุนกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และบริการคลาวด์ในไทยตั้งแต่ปี 2567 ปัจจุบันเริ่ม ลงทุนร่วมกับบริษัทไทยหลายบริษัท 3. TikTok แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกที่มีแผนการลงทุน ระยะยาวในไทย รวมกว่า 2.7 แสนล้านบาท ลงทุน เฟสแรกแล้ว 30,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ในการใช้ แพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มยอดขายออนไลน์ โดยได้หารือ โอกาสการต่อยอดไปสู่การเป็นฐานกิจกรรมอื่น เช่น Regional Content Hub ของภูมิภาค และ 4. HCL Technologies บริษัทให้บริการด้านไอที และซอฟต์แวร์สัญชาติอินเดียที่เติบโตสูงที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม การมาร่วมงาน WEF ที่ดาวอสครั้งนี้ ถือเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายและสร้างแนวทาง การทำงานเชิงรุกร่วมกับผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เพื่อยกระดับให้เป็นโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยเหมาะสมเป็นฐานธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาว และสามารถเป็นจุดเชื่อมที่มีประสิทธิภาพกับตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพสูง

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย ขาว, เครื่องหมาย, ธง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

4. เกาหลีใต้ส่งออกทะยาน 14.9% ช่วง 20 วันแรก เดือนม.ค. ดีมานด์ชิปแกร่งต่อเนื่อง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569)

สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของเกาหลีใต้ในช่วงวันที่ 1-20 มกราคม 2569 ขยายตัว 14.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 3.636 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 3.163 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อจำแนกตามประเภทสินค้า ยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์พุ่งทะยาน 70.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 1.073 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 29.5% ของยอดส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้น 9.6 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 17.6% สู่ระดับ 2.46 พันล้านดอลลาร์ และยอดส่งออกเหล็กเพิ่มขึ้น 1.2% สู่ระดับ 2.4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับยอดส่งออกรถยนต์ลดลง 10.8% แตะที่ 2.87 พันล้านดอลลาร์ ส่วนยอดส่งออกเรือร่วงลง 18.1% แตะที่ 1.33 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามจุดหมายปลายทาง ยอดส่งออกไปยังจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ พุ่งขึ้น 30.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 8.45 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาทะยาน 19.3% สู่ระดับ 6.66 พันล้านดอลลาร์ แม้สหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ทางด้านยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 3.698 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้ขาดดุลการค้า 600 ล้านดอลลาร์ในช่วง 20 วันแรกของเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ สำหรับเดือนธันวาคม 2568 ยอดส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 13.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 6.96 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกันเมื่อเทียบเป็นรายปี โดยตลอดทั้งปี 2568 ยอดส่งออกของเกาหลีใต้พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.097 แสนล้านดอลลาร์                          

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)