ข่าวในประเทศ
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
1. โอกาสสินค้ากลุ่มอาหารของไทยในตลาดเกาหลี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569)
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนางสาว สายทอง สร้อยเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ถึงนโยบาย การส่งออกสินค้าอาหาร K-Food สู่ตลาดโลก ผลกระทบที่จะมีต่อการส่งออกอาหารของไทย และโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลี โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า นายอีแจ-มยอง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้ประกาศว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการส่งออกอาหารสู่ตลาดโลกอย่างเต็มที่ พร้อมมุ่งให้อุตสาหกรรมอาหารกลายเป็นอุตสาหกรรมส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ โดยชี้ว่า กระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลี (K-Culture) ได้สร้างปรากฏการณ์ความสนใจในอาหารเกาหลีเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีช่วง 11 เดือน ปี 2568 (มกราคม - พฤศจิกายน) ทำสถิติสูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 10,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% และคาดว่ามูลค่าส่งออกทั้งปี 2568 จะสูงถึง 10,700 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ กิมจิ ทำสถิติส่งออกสูงสุด มียอดขาย ในต่างประเทศ 137.39 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2% โดยญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้ากิมจิรายใหญ่ที่สุด ส่วนสหรัฐฯ และเนเธอร์แลนด์ มียอดส่งออกลดลงเล็กน้อย และสินค้าปศุสัตว์ได้ส่งออกเนื้อวัวพรีเมียม "ฮันอู" และเนื้อหมูจากเกาะเชจู ไปยังสิงคโปร์เป็นครั้งแรก หลังจากผ่านการเจรจายาวนาน นับ 10 ปี เนื่องจากสิงคโปร์มีมาตรฐานการนำเข้าที่เข้มงวด การส่งออกครั้งนี้ มีปริมาณรวม 4.5 ตัน มูลค่า 280 ล้านวอน (ประมาณ 190,000 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยยกระดับภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์เกาหลีใต้ และรัฐบาลมีแผนขยายตลาดส่งออก สินค้าปศุสัตว์ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังวางแผนรับมืออุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ด้วยการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเฉพาะทาง เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกอาหารให้ปรับตัวต่อมาตรการและข้อจำกัดในตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม อาหารของเกาหลี อาจจะเพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันในตลาดอาหาร ทั้งในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ซึ่งอาจเป็นความท้าทายต่อการขยายตลาดของสินค้าอาหารไทยไปยังตลาดที่เกาหลีมีการส่งออก ดังนั้น ผู้ส่งออก จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และวางแผนรับมือ และต้องปรับใช้กลยุทธ์การตลาด ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย คุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าอาหารของไทย เพื่อให้อาหารไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลกต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนการทำตลาดสินค้าอาหารไทยในเกาหลี จากนโยบายดังกล่าวไทยสามารถส่งออกวัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ผลไม้สด เครื่องเทศ เครื่องปรุงรส แป้ง เส้นจากข้าว หรือผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ที่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีได้ และยังสามารถทำตลาดสินค้าอาหารไทย เช่น ขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมปรุง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ต้องพัฒนาสินค้าไทยให้สอดคล้องกับรสนิยม มาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยของตลาดเกาหลี
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
2. ปัญหาชายแดน-บาทแข็ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ธ.ค. 68 ร่วง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569)
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 89.1 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยมีสาเหตุจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่บริเวณชายแดนอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับความกังวลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ภายหลังมีการประกาศยุบสภา โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ในขณะเดียวกันภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอลง จากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า และจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี นอกจากนี้การส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าบางประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพของประชาชน อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากกการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและสภาพคล่องในประเทศ ส่งผลให้รายได้ผู้ส่งออกปรับลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยรวม ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคม 2568 ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีและการเร่งใช้จ่าย ภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัส ก่อนสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีส่วนช่วยหนุนการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาคช่วงปลายปี นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.9 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ได้แก่ มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก (จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่คาดว่าจะช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความกังวลต่อความเสี่ยงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้จะมีการลงนามยุติการรบแล้วก็ตาม ตลอดจนมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และจะเพิ่มภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนที่จะเริ่มการจัดเก็บค่าการปล่อยคาร์บอนอย่าง เป็นทางการในปี 2570
ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ภาคอุตฯ ปี 69 ยังสาหัสแนะใช้ AI ฝ่าบาทแข็ง-ทองแพง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569)
ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 พบว่า จกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. 48 กลุ่ม มี 23 กลุ่มที่คาดว่าแนวโน้มจะยังคงทรงตัว ขณะที่ 15 กลุ่มแนวโน้มจะขยายตัวดีขึ้น และอีก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีแนวโน้ม หดตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยปี 2569 แบ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ เช่น การฟื้นตัวของกำลังซื้อ การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนปัจจัยสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้แก่ ความต้องการสินค้าในบางประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้น การบรรลุความตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นต้น ส่วนปัจจัยห่วงกังวลภายในประเทศ เช่น ระดับหนี้ภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด เป็นต้น ด้านปัจจัยจากต่างประเทศ เช่น ผลกระทบ จากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ชายแดน ค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงสะท้อนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มทรงตัวจากฐานต่ำในปีที่ผ่านมา กกร.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโต 2.0% ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและภาระทางการเงิน ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นต้น คาดว่าปี 2569 รายได้ของ SMEs จะฟื้นตัว ได้ช้ากว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากกำลังซื้อ ภายในประเทศที่อาจยังชะลอตัวต่อ ซึ่งในปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญกับความเปราะบาง ภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ส.อ.ท. เสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเร่งยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill, Reskill, New Skill เป็นต้น
ข่าวต่างประเทศ
4. GDP เกาหลีใต้โตเพียง 1.5% ใน Q4/68 เหตุลงทุนด้านก่อสร้างทรุด-ส่งออกชะลอตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569)
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัวเพียง 1.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 1.8% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.9% เนื่องจากการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ทรุดตัวลงอย่างหนักและการส่งออกที่ซบเซาลงได้บดบังการบริโภคที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส GDP ไตรมาส 4 ของเกาหลีใต้ หดตัวลง 0.3% ซึ่งเป็นการหดตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2565 และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.1% ส่วน GDP ตลอดปี 2568 ของเกาหลีใต้ขยายตัวเพียง 1% ซึ่งเป็นการขยายตัวรายปีที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563
อย่างไรก็ตาม รายงานของ BOK ระบุว่า การลงทุนด้านการก่อสร้างร่วงลง 3.9% ในไตรมาส 4/2568 เนื่องจากกิจกรรมทั้งในด้านการก่อสร้างอาคารและวิศวกรรมโยธาลดน้อยลง ส่วนการลงทุนด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ปรับตัวลง 1.8% ขณะที่การส่งออกร่วงลง 2.1% เนื่องจากยอดส่งออกรถยนต์และเครื่องจักรปรับตัวลดลง ส่วนภาคการผลิตและสาธารณูปโภค ซึ่งรวมถึงไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำ ประสบภาวะหดตัว 1.5% และ 9.2% ตามลำดับ นอกจากนี้ การบริโภคในภาคเอกชนขยายตัว 0.3% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านบริการ ส่วนการใช้จ่ายในภาครัฐเพิ่มขึ้น 0.6% โดยมีปัจจัยหนุนจากสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)