ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
1. ค้าชายแดน-ผ่านแดนปี 68 ทะลุ 1.9 ล้านล้าน อัด 700 กิจกรรมดันส่งออกไทยปี 69 (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2568 ว่า มีมูลค่ารวม 1.937 ล้านล้านบาท ขยายตัว 6.7% เมื่อเทียบปี 2567 แบ่งเป็นการค้าชายแดนกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และมาเลเซีย 894,193 ล้านบาท ลด 8.5% เป็นไทยส่งออก 522,007 ล้านบาท ลด 13.3% และไทยนำเข้า 372,186 ล้านบาท ลด 0.7% แต่ไทยได้ดุล 149,822 ล้านบาท ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่ 3 คือ สิงคโปร์ เวียดนาม จีนตอนใต้ 1.043 ล้านล้านบาท เพิ่ม 24.4% มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นไทยส่งออก 541,097 ล้านบาท เพิ่ม 21.2% และไทยนำเข้า 502,339 ล้านบาท เพิ่ม 28.0% ไทยได้ดุลการค้า 38,757 ล้านบาท สำหรับประเทศที่มูลค่าค้าชายแดนลดลงมากสุด คือ กัมพูชา 92,037 ล้านบาท ลดมากถึง 47.3% ตามด้วย เมียนมา 193,663 ล้านบาท ลด 7.4% แต่มาเลเซีย สูงสุด 315,095 ล้านบาท เพิ่ม 2.8% ตามด้วยลาว 293,399 ล้านบาท เพิ่ม 2.4% ขณะที่การค้าผ่านแดนด้านจีน สูงสุด 608,165 ล้านบาท เพิ่ม 26.7% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม 151,988 ล้านบาท เพิ่ม 37.7% และ 88,480 ล้านบาท เพิ่ม 22.8% ตามลำดับ ทั้งนี้ ปี 2568 การค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน มีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปิดจุดผ่านแดนและการค้าหดตัวมาก รวมถึงด้านเมียนมา จากความไม่สงบในประเทศและการออกมาตรการเข้มงวดควบคุมการนำเข้าสินค้าจากชายแดนไทยเข้าเมียนมา ทำให้การค้าชายแดนชะลอตัวตลอดครึ่งปีหลัง แต่การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวมกว่า 1.04 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้การค้าชายแดนและผ่านแดนโดยรวมยังขยายตัวได้ 6.7%
อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 การค้าผ่านแดนจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ความต้องการโลกเพิ่มขึ้น และการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ขยายในไทย ขณะที่การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเปราะบาง การเปิดด่านคงยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ส่วนเมียนมายังมีความไม่สงบภายใน การปิดด่านแม่สอด-เมียวดีตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 แต่กรมจะจัดมหกรรมการค้าชายแดนปีนี้ 6 ครั้ง ที่ขอนแก่น เชียงราย นครศรีธรรมราช พิษณุโลก จันทบุรี และสระแก้ว เพื่อกระตุ้นการค้าชายแดน และสร้างโอกาสทางการค้าทดแทนด้านกัมพูชา ทั้งนี้ ทางด้านน.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปี 2569 กรมมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมส่งออกกว่า 700 โครงการ ตั้งเป้าสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 142,000 ล้านบาท ส่วนผลกระทบส่งออกยังคงเป็นเงินบาทแข็งค่า โดยผู้ส่งออกต้องการที่ 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐฯ แต่ปัจจุบัน 30-31 บาท/เหรียญฯ ทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นมาก ซึ่งในปี 2569 ตั้งเป้าหมายส่งออกโตติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1% เทียบปี 68 มูลค่า 329,106.3-343,371 ล้านเหรียญ
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
2. พาณิชย์จ่อออกมาตรการสู้บาทแข็ง (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569)
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนผลักดันการส่งออกประจำปี 2569 ว่าตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 142,000 ล้านบาท โดยเตรียมงบประมาณ 1,000 ล้านบาท จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย 700 โครงการ คาดมีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 294,500 ราย ครอบคลุมกิจกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ งานแสดงสินค้านานาชาติ การจับคู่เจรจาธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ผ่าน THAITRADE.COM และแพลตฟอร์มชั้นนำทั่วโลก พัฒนาแฟรนไชส์ไทยสู่สากลนำร่องที่สิงคโปร์ และส่งเสริมการขายผ่านห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดทั่วโลก ทั้งนี้ ได้เร่งยกระดับการทำงานในยุคดิจิทัลและการแข่งขันทางการค้า โดยนำ AI มาใช้ในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลการค้า และเปิดตัวแพ็กเกจสินเชื่อใหม่จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งเดินหน้าโครงการ Special Task Force บุก 6 ตลาดใหม่คือ ซาอุดีอาระเบีย จีน อินเดีย เวียดนาม แอฟริกา และละตินอเมริกา ตั้งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการ 175 ราย และสร้างมูลค่าการค้า 700 ล้านบาท และเตรียมขยายผลไปยังตลาดแอฟริกาและละตินอเมริกาในช่วงต้นปี 2569
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อการส่งออกจากกรณีเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลเข้มข้นและตรงจุดมากขึ้น และหวังว่ากระทรวงการคลัง และธปท.จะหาต้นตอของปัญหาบาทแข็งและแก้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมได้หารือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อหาแนวทางช่วยผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะการลดต้นทุนสินค้าทั้งจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ นอกจากนี้ กรมยังอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ โดยจะเสนอให้กระทรวงพิจารณาอนุมัติเพื่อดำเนินการต่อไป
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. ญี่ปุ่นยันเดินหน้าลงทุนไทยเพิ่ม (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อ เร็วๆ นี้ นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทน เจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายซาโต้ ฮิโรยาสุ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ พร้อมนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในไทย ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 520 บริษัท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568 พบว่า บริษัทญี่ปุ่นมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะจากธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อาหาร ธุรกิจการค้า และธุรกิจการเงิน ทั้งนี้ พบว่า 23% ของบริษัทญี่ปุ่นที่ตอบแบบสำรวจ มีแผนลงทุนเพิ่มในไทยภายในปีนี้ ขณะที่ 35% คาดว่า จะส่งออกเพิ่มขึ้น และอีก 26% ของบริษัทญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย โดยผลสำรวจยังระบุถึงข้อเสนอที่ไทยควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน ทั้งการใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและคืนภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง สะท้อนความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่นสอดคล้องกับภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2568 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวน 311 โครงการ เพิ่มขึ้น 17% มูลค่าเงินลงทุนกว่า 119,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศในระยะยาว ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทยในปี 2568
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้เผยดัชนี CPI เดือนม.ค.เพิ่มเพียง 2% โตช้าสุดในรอบ 5 เดือน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569)
กระทรวงข้อมูลและสถิติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 2% ในเดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าที่สุดในรอบ 5 เดือนหรือนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 โดยก่อนหน้านี้ ดัชนี CPI อยู่สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ กระทรวงฯ ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ดัชนี CPI เดือนมกราคม 2569 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงนั้น มาจากราคาสินค้าปิโตรเลียมซึ่งส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยราคาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง เพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนมกราคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ระบุว่า ราคาสินค้าบางประเภทพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงข้าว แอปเปิล และปลาแมคเคอเรล โดยมีราคาพุ่งขึ้น 18.3%, 10.8% และ 11.7% ตามลำดับ เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ราคาสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.7% ส่วนค่าไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำประปา ปรับตัวขึ้น 0.2% นอกจากนี้ กระทรวงฯ ระบุว่า ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบรายปี
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)