ข่าวประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

ข่าวในประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย คน, ใบหน้าของมนุษย์, ผนัง, ยิ้ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. 'พาณิชย์' ชง Harmonizing Trade พร้อมกรอบ S-H-A-R-P ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรับปี 69 (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. ในหัวข้อ "เศรษฐกิจไทย 2569: ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง" (Thailand's Economy 2026: Restructuring for an Inclusive Future) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความก้าวหน้าขององค์กรและสะท้อนวิสัยทัศน์สู่อนาคต ผ่านการนำเสนอผลงานของบุคลากร สนค. การสาธิตระบบสำคัญ และการเผยแพร่องค์ความรู้ ทั้งนี้ โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยประเด็นด้านความมั่นคงและการค้าได้ผนวกรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่ผู้นำ ผู้บริหาร และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องใช้เป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ คือ ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นสถานะของประเทศ เข้าใจบริบทโลก และกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสม สำหรับการค้าระหว่างประเทศในยุคใหม่ไม่ควรมุ่งเพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องพัฒนาไปสู่การสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องทำการบ้านเชิงลึก ทำความเข้าใจว่าคู่ค้านำสินค้าและบริการของไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไร อยู่ในห่วงโซ่อุปทานใด เพื่อให้ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งข้อมูลที่ดีไม่เพียงช่วยให้มองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ ขณะที่ข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีคุณภาพ เป็นรากฐานของความเชื่อมั่น โดย "Trust" ถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกการค้าในปัจจุบันซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะคลังข้อมูลด้านการค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ในการเสวนาครั้งนี้ สนค. ได้นำเสนอการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ผ่านการเชื่อมโยงภาพเศรษฐกิจมหภาค การค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทย อาทิ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะระหว่างราคา รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยสนค.ชี้ให้เห็นว่า แม้การส่งออกไทยจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ SMEs มีอัตราการอยู่รอดค่อนข้างต่ำ และมูลค่าการส่งออกยังกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด สนค. จึงเสนอแนวคิด Harmonizing Trade เพื่อประสานพลังระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ผ่านการปรับโครงสร้างการค้าใน 3 มิติ ได้แก่ การปรับสมดุลโครงสร้างสินค้า การส่งเสริมสินค้าที่สร้างโอกาสให้ SMEs และการกระจายผลประโยชน์ทางการค้าไปสู่ทุกภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่การค้าไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ สนค. ได้นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง (Inclusive Policy) ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P 5 กลไก เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure Linkage) เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (High-Value & Sustain) เสริมพลัง SMEs (Align SMEs) ปลดล็อกการเติบโตระดับภูมิภาค (Regional Unlock) และใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแม่นยำ (Precision with Brain & Technology) โดยมุ่งหวังให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสะท้อนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, ในร่ม

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

ดร.เพิก เลิศวังพง

รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

 

2. เดินหน้าคาร์บอนเครดิตขยายพื้นที่ 1 ล้านไร่ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569)

ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยหลังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนาและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต และการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล กับบริษัท อกรีแอค โกลบอล จำกัด เพื่อยกระดับสวนยางไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าผลผลิตแก่ชาวสวนยาง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าขยายพื้นที่ดำเนินงานรวม 1,000,000 ไร่ ภายในปี 2573 ว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพาราของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ให้เป็น   ไปตามมาตรฐานสากล ควบคู่การพัฒนาและกำหนดเกณฑ์การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนในระดับสากล อาทิ มาตรฐาน FSCT และ PEFCT โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชาวสวนยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา และต่อยอดการพัฒนาธุรกิจยางพารา อุตสาหกรรมไม้ยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งความร่วมมือยังเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนโยบายประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดย กยท. มีบทบาทในการจัดสรรพื้นที่ของเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการมาตรฐานจัดการสวนป่า (FSCT และ PEFCT) ให้แก่บริษัทฯ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายพื้นที่ดำเนินงานรวม 1,000,000 ไร่ ในพื้นที่ทั่วประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2573

อย่างไรก็ตาม สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ กยท. ในการผลักดันระบบการจัดการสวนยางที่ได้มาตรฐานสากล สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตยางพาราผ่านกลไกการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันยางพาราไทยในเวทีโลก ควบคู่กับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 

รูปภาพประกอบด้วย ใบหน้าของมนุษย์, คน, เสื้อผ้า, เนคไท

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

นายนาวา จันทนสุรคน

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. ส.อ.ท.จี้ยกเลิก 'เตา IF' ก่อมลพิษ-ด้อยคุณภาพ 'เหล็ก' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569)

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และแกนนำ 10 สมาคมเหล็ก ซึ่งมีสมาชิกในอุตสาหกรรมและธุรกิจเหล็กกว่า 500 บริษัท เปิดเผยถึงปัญหาเรื่องเตาหลอมเหล็ก ว่า ในนามของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังยืนยันว่าเตาอินดักชัน (Induction Furnace : IF) ไม่ควรใช้ในการผลิตเหล็ก โดยจะเห็นได้จากประเทศจีนซึ่งไม่ให้มีเตารูปแบบดังกล่าวใช้ในประเทศเรียบร้อย เพียงแต่ประเทศไทยมีการส่งเสริมการลงทุนมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะฉะนั้นหากจะให้ออกจากประเทศในทันทีคงจะไม่ได้ ในนามของ ส.อ.ท. จึงต้องการให้มีกระบวนการปรุงเหล็กที่เรียกว่า Refining Process หรือการทำให้บริสุทธิ์ เพราะหากไม่มีกระบวนการดังกล่าวคุณภาพเหล็กจะไม่สม่ำเสมอ และทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลจีนให้เหตุผลในการยกเลิกเตา IF ด้วย 3 เหตุผล ได้แก่ 1. ลดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน 2. คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และ 3. สร้างมลพิษสูงกว่า ดังนั้นสิ่งที่ต้องการคือเพิ่มกระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ หากทำได้ก็ไม่คัดค้านให้อยู่ต่อได้ สำหรับข้อเสนอในนามกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก มองว่าท้ายที่สุดก็คงต้องยกเลิก เพราะยังมีข้อเสียเรื่องคุณภาพและมลพิษอยู่ แต่จะให้ยกเลิกทันทีก็มองว่าไม่เป็นธรรม จึงอาจมีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) อย่างกรณีของจีนที่จะให้ยกเลิกการใช้เตา IF ยังมีการประกาศล่วงหน้า 5-7 ปี เพื่อให้ปรับตัว โดยมีผลทำให้ช่วงเวลานั้นโรงงานจีนย้ายเครื่องจักรเก่าเข้ามาในอาเซียน เหลือแค่ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ยอมรับเตา IF ขณะที่หลายประเทศอย่างมาเลเซีย และสิงคโปร์ไม่ยอมรับ หรือห้ามเข้ามา เพราะฉะนั้นในอนาคตจึงเห็นว่าควรยกเลิกเตา IF แต่ต้องมีช่วงเวลาให้เตรียมตัว ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นการให้ผลิตโดยไม่มีกระบวนการปรุงน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ในเรื่องของกำลังการผลิตเหล็กในประเทศไทย ปัจจุบันล้นเกินความต้องการ โดยไทยใช้เหล็กต่อปีประมาณ 16-17 ล้านตัน แต่มีกำลังผลิตรวมกันถึง 40 ล้านตัน ดังนั้นเรื่องกำลังการผลิตจึงไม่ใช่ปัญหา ยกเว้นเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นแบบที่มีคุณภาพสูงมาก เช่น เหล็กที่นำมาใช้ในการประกอบเครื่องบิน หรืออุตสาหกรรมอากาศยานสมัยใหม่ ซึ่งไทยยังผลิตไม่ได้ ก็ยินดีที่จะให้มีการนำเข้า แต่หากเป็นเหล็กก่อสร้างซึ่งมีเป็นปริมาณการสูงสุด หรือเหล็กสำหรับรถยนต์ที่โรงงานในไทยผลิตได้เพียงพอ ก็ควรจำกัดการนำเข้า หรือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มอีก

 

ข่าวต่างประเทศ

รูปภาพประกอบด้วย สีน้ำตาลแดง, สีแดงเลือดนก, ธง, สีแดง

เนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจไม่ถูกต้อง

 

4. เงินเฟ้อตุรกีเดือนม.ค. แตะ 30.65% เซ่นพิษราคาอาหาร-ค่าแรงขั้นต่ำ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569)

สำนักงานสถิติตุรกี เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมกราคม 2569 ชะลอตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 30.65% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 30.89% ของเดือนธันวาคม แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 30.00% เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำประจำปี และการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการหลายรายการในช่วงต้นปี ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีมีแนวโน้มชะลอตัวลงสู่ระดับ 23% ภายในสิ้นปีนี้ แต่จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง สำหรับอัตราเงินเฟ้อรายเดือนพุ่งขึ้น 4.84% จากระดับ 0.89% ของเดือนธันวาคม และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.32% โดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญมาจากราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ที่ทะยานขึ้นถึง 6.59% ทั้งนี้ ทางด้านนโยบายการเงิน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางตุรกีได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 100 bps สู่ระดับ 37% ซึ่งเป็นการปรับลดที่น้อยกว่าตลาดคาดการณ์ โดยธนาคารกลางระบุถึงความจำเป็นในการควบคุมสถานการณ์เงินเฟ้อ รวมถึงพฤติกรรมการตั้งราคาสินค้าและความคาดหวังในตลาดที่อาจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการชะลอตัวของเงินเฟ้อ (Disinflation)

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางตุรกีได้เริ่มวัฏจักรการปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2568 หลังจากที่ต้องกลับทิศทางนโยบายชั่วคราวในช่วงต้นปีเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยมีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 300 bps ในเดือนกรกฎาคม 2568 ตามด้วย 250 bps และอีก 100 bps ในเดือนตุลาคม 2568 ท่ามกลางวิกฤตราคาอาหาร ก่อนจะปรับลดลงอีก 150 bps ในเดือนธันวาคม 2568 และล่าสุดที่ 100 bps ในเดือนมกราคม 2568นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ภายในประเทศเดือนมกราคม 2569 ปรับตัวขึ้น 2.67% เมื่อเทียบรายเดือน ส่งผลให้อัตราเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 27.17%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)