ข่าวในประเทศ
นายธนกร วังบุญคงชนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. การค้าไทย-อิหร่านระส่ำ อุตสาหกรรมทำแผนรับมือ (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569)
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ จึงมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมือ ทั้งนี้ ถึงแม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านโดยตรงจะมีสัดส่วนไม่สูงมาก โดยใน ปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 5,000 ล้านบาท (ไทยส่งออก 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมผ่านโครงสร้างพลังงานโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งการค้าระหว่างไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 40,535.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้สูงถึง 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสียดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าพลังงานมูลค่าสูงเป็นหลัก จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาคดังกล่าว นอกจากนี้ การที่อิหร่านปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าหากความขัดแย้งขยายวงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ประมาณ 100-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 10-20 (ประมาณ 77-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาค อุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% (ประมาณ 100-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125-12,000 ล้านบาท หรือ ประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนว่าความผันผวนของราคาพลังงานมีผลต่อภาคการผลิตไทย
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
2. กองทุนเอสเอ็มอีอัด 3 พันล. ปั้น 3 สินเชื่อใหม่เติมทุนผู้ประกอบการ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้วางกรอบโครงการสินเชื่อใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดความยั่งยืนตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนอกจากมาตรการทางการเงินแล้ว ยังมีโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี วงเงิน 20 ล้านบาท สำหรับยกระดับศักยภาพด้าน การตลาด การเงิน เทคโนโลยีผลิตและนวัตกรรม และด้านมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีโอกาสในตลาดใหม่ เพิ่มรายได้ลดต้นทุน เพื่อลดแรงกดดันจากสภาวะการแข่งขันและเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้กว่า 209 ล้านบาทสำหรับโครงการสินเชื่อใหม่ของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ ในปีงบประมาณ 2569 วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน ได้แก่ โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ หรือ "เสือติดปีก เฟส 2" มุ่งเน้นกลุ่ม SMEs ศักยภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3-5% วงเงินกู้สูงสุดรายละ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยาวถึง 10 ปี โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ หรือ "คงกระพัน เฟส 2" สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจสามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-7% วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืม 3 ปี และ โครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (Top up) วงเงิน 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุนที่มีประวัติการชำระหนี้ดีเยี่ยม (เกรด A) ต่อเนื่อง 12 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมในอัตราดอกเบี้ยคงที่พิเศษ 2.5% และ 3.5% วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท นอกจากนี้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ ยังได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ลูกหนี้สินเชื่อกองทุน ผ่านโครงการส่งเสริม และพัฒนาเอสเอ็มอี จำนวน 3 โครงการ งบประมาณ 20 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ การเงินดีมีทุนหนุนเติบโต (Financial Shield) 2. โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน (Productivity Accelerator) และ 3. โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต (Global & Future Readiness) เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งจากการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมได้กว่า 209 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการภายในเดือนเมษายน 2569
อย่างไรก็ตาม กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ คาดหวังว่าการดำเนินงานโครงการสินเชื่อใหม่ และโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ในปีงบประมาณ 2569 จะทำให้ผู้ประกอบการ SME ไทยได้รับประโยชน์ ช่วยเสริมสภาพคล่องธุรกิจ สร้างความมั่นคง สร้างโอกาส และมองเห็นแนวทางใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเงินและการจัดการหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมฐานรากธุรกิจให้เติบโตและพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
น.ส.นิสรา แก้วสุข
ผู้ช่วยเลขานุการ คณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค
3. ชง 'สมอ.' คลอดเกณฑ์คุมโฮมชาร์จเจอร์ EV ลดไฟไหม้ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569)
น.ส.นิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการ คณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งในบ้านที่ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจนและบังคับใช้ได้จริง สภาผู้บริโภคได้ส่งข้อเสนอนโยบายถึงสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้เร่งพิจารณาประกาศมาตรฐานเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งในบ้าน หรือโฮมชาร์จเจอร์ (Home Charger) "มอก. 61851 เล่ม 1-2567" เป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อให้เครื่องชาร์จที่ผลิต นำเข้า และจำหน่ายในไทยมีมาตรฐาน ความปลอดภัยสูงสุด โดยข้อเสนอของสภาผู้บริโภค มุ่งลดความเสี่ยงอัคคีภัยและป้องกันความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น หลีกเลี่ยงการชาร์จแบบเสียบปลั๊กโดยตรงโดยไม่มีระบบควบคุมการตัดไฟ และหากเป็นการชาร์จผ่านปลั๊กในบ้านที่มีระบบควบคุมการตัดไฟ ควรจำกัดกระแสไฟฟ้าที่ปลอดภัยไม่เกิน 10 แอมป์ (10 A) เพื่อป้องกันสายไฟฟ้าในบ้านร้อนจัด พร้อมกำหนดมาตรฐานปลั๊กให้เป็นไปตาม มอก.166 และแสดงข้อมูลในคู่มือเป็นภาษาไทย เพื่อลดความผิดพลาดระหว่างติดตั้งและใช้งานที่อาจนำไปสู่อันตราย
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ เสนอให้พิจารณาจัดทำมาตรฐานชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น ตัวแปลงกระแสไฟ อัดประจุบนรถ/หน่วยควบคุมการอัดประจุที่ติดตั้งภายในรถยนต์ไฟฟ้า (On-board Charger, OBC หรือ Charge Control Unit, CCU) หน่วยควบคุมแบตเตอรี่ (Battery Control Unit, BCU) และคอมเพรสเซอร์แอร์ของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Air Conditioning Compressor) รวมถึงเสนอให้ สมอ. ทำเกณฑ์รับรองอู่ดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อผลักดันระบบตรวจประเมินและรับรองอู่ดังกล่าว รวมถึงมีช่องทางให้ตรวจสอบรายชื่ออู่ที่ได้มาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดไฟไหม้
ข่าวต่างประเทศ
4. OBR หั่นเป้า GDP อังกฤษปี 69 เหลือ 1.1% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569)
สำนักงานงบประมาณอิสระของอังกฤษ (OBR) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร (UK) มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.1% ในปี 2569 ซึ่งลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ระดับ 1.4% โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มระยะสั้นที่อ่อนแอลง โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เรเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลังของ UK ได้ประกาศตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดของ OBR ดังกล่าว ระหว่างการแถลงงบประมาณฤดูใบไม้ผลิ (Spring Statement) ซึ่ง OBR คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจ UK จะขยายตัว 1.1% ในปี 2569 ตามด้วย 1.6%ในปี 2570 และ 2571 และ 1.5% ในอีก 2 ปีถัดไป แม้ว่าแนวโน้มในระยะกลางจะถูกปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการประเมินครั้งก่อน แต่การหั่นเป้าการเติบโตในปี 2569 ถือเป็นการตอกย้ำถึงปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม การปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตดังกล่าวมีขึ้น ในขณะที่ตลาดการเงินกำลังเผชิญกับความผันผวนระลอกใหม่จากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง โดยราคาพลังงานทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับแนวโน้มเงินเฟ้อ และทำให้ความคาดหวังต่อนโยบายการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)