ข่าวประจำวันที่ 5 มีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. ดีพร้อม ปั้นเชฟมืออาชีพ 2 หมื่นคน ปลุกตลาดอาหาร ปั๊มเม็ดเงิน 3,300 ล้าน (ที่มา: โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 5 มีนาคม 2569)

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย แต่ด้วยปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายภาษีนำเข้าใหม่จากตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น สำหรับในปี 2569 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงตั้งเป้าหมายยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม เพื่อรับมือกับปัจจัยท้าทายรอบด้านและมุ่งเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกเพื่อเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และเทรนด์อาหารในเวทีโลกอย่างแท้จริง โดยการเร่งการยกระดับผู้ประกอบการไปสู่ประสิทธิภาพขั้นสูงและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Made by Thai) ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เน้นการผลิตจากผู้ประกอบการไทยที่สนับสนุนการใช้วัตถุดิบผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ แรงงาน บริการ และทรัพยากรภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารรายย่อยที่มีกว่า 4 แสนรายทั่วประเทศ จากการประกอบธุรกิจในรูปแบบเดิมจะต้องปรับเปลี่ยนโดยหันมาใช้เทคโนโลยี Data Analytics มาเป็นอาวุธ ให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและช่วยในการอ่านใจตลาดโลกเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงจุดและแม่นยำ พร้อมทั้งต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยง จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ยังพุ่งสูง

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดีพร้อม ได้ดำเนิน โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 อย่างเข้มข้นผ่านการฝึกอบรม ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาอาหาร 4 ภาค ไปจนถึงภาษาอังกฤษสำหรับงานครัว พร้อมการเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การปรุงอาหารและการจัดการครัวตามมาตรฐานสากล จนสามารถบ่มเพาะเชฟทักษะสูงได้กว่า 20,000 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของบุคลากรในอุตสาหกรรมสาขาอาหาร โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ อาทิ ประกาศนียบัตรสมรรถนะผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 4 จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ประกาศนียบัตรมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 1 จากกรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 จากผู้ที่เข้ารับการอบรม ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 3,300 ล้านบาท และจะเกิดการกระจายรายได้กลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

 

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

2. ปรับลุคร้านอาหารไทย ชิงส่วนแบ่งตลาด 5.6 แสนล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 5 มีนาคม 2569)

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีฯ เป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตร "เปลี่ยน Look ร้านอาหารยุคใหม่" เพราะมองว่าธุรกิจร้านอาหารเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอาหารไทยซึ่งถือเป็น Soft Power ที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สำหรับหลักสูตรเปลี่ยน Look ร้านอาหารยุคใหม่ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ให้กับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ครอบคลุมทั้งการสร้างแบรนด์และการตลาดยุคใหม่ การนำวัตถุดิบท้องถิ่นและสินค้า GI มาต่อยอดเล่าเรื่องราว เพิ่มมูลค่าให้เมนูอาหาร ตลอดจนการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ร้านอาหารให้มีความทันสมัย สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้ใช้บริการ และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจร้านอาหารมาบรรยายให้ความรู้เรื่องปรับลุค ปรุงแบรนด์ร้านอาหารยุคใหม่, เรื่องวัตถุดิบท้องถิ่น & GI เพิ่มมูลค่า และเรื่องเครื่องมือดิจิทัลสำหรับร้านอาหารยุคใหม่ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมอบรมจะสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้จริง เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหาร และต่อยอดสู่ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะเปิดรับสมัครร้านอาหารไทย เพื่อเข้ารับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดย ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จะเป็นเครื่องมือการตลาดเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่าตลาด 562,000 ล้านบาท โดยกลุ่ม Street Food และเครื่องดื่มเติบโตอย่างโดดเด่น สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลของกรมฯ ในปีเดียวกัน พบว่า นิติบุคคลร้านอาหารสร้างรายได้กว่า 338,000 ล้านบาท เติบโต 7% จากปี 2567 และมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 3,616 ราย สะท้อนให้เห็นว่าแม้การแข่งขันจะดุเดือด แต่โอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีจุดยืนชัดเจน

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. ผวาสงครามทบจีดีพีเหลือ 1.3% (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 5 มีนาคม 2569)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และ มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง 1-3 เดือนข้างหน้า ยังส่งผลกระทบการขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก เบื้องต้นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประเมินว่า การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 1.3- 1.6% ต่ำกว่าประมาณการเดิมของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ 1.6-2% ทั้งนี้ สำหรับสงครามอิหร่านแตกต่างจากสงครามรัสเซีย ยูเครนที่ช่วงนั้นราคาน้ำมันดิบดีดขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ100 ดอลลาร์สหรัฐและพุ่งไปแตะ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากสงครามอิหร่าน อิสราเอลปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโลกเกินความต้องการใช้และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ความต้องการใช้น้ำมันโตต่ำแต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงขยายวงกว้างจนราคาน้ำมันวิ่งไปอยู่ที่กรอบ 100-125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะส่งผลกระทบต่อจีดีพี 0.1% กกร.คงคาดการณ์ตามกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ว่า จีดีพี 1.6-2% ส่งออก ติดลบ 1.5 ถึง ติดลบ 0.5% เงินเฟ้อ 0.2-0.7%

อย่างไรก็ตาม กกร. หวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยมีความเป็นกลาง ไม่เลือกข้างโดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการอัปสกิล-รีสกิล แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของ ภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพสร้างการเติบโต

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. จีนเปิดประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ประกาศเป้าหมาย GDP ปีนี้ที่ 4.5-5% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 5 มีนาคม 2569)

สำนักข่าวซินหัว เปิดเผยรายงานว่า นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง แถลงรายงานการทำงานของรัฐบาลต่อที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ชุดที่ 14 โดยระบุว่า จีนตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ไว้ที่ 4.5% - 5% และจะมุ่งมั่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทางปฏิบัติ โดยเป้าหมายหลักสำหรับการพัฒนาในปีนี้ยังประกอบด้วย อัตราการว่างงานในเขตเมืองซึ่งผลการสำรวจอยู่ที่ประมาณ 5.5%, การสร้างงานใหม่ในเขตเมืองมากกว่า 12 ล้านตำแหน่ง, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นประมาณ 2%, การเติบโตของรายได้ส่วนบุคคลสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ, ดุลการชำระเงินอยู่ในภาวะสมดุลขั้นพื้นฐาน, ผลผลิตธัญพืชอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลงประมาณ 3.8% ทั้งนี้ รายงานการทำงานของรัฐบาลระบุว่า เศรษฐกิจจีนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา โดย GDP ของจีนในปี 2568 มีมูลค่ารวม 140.19 ล้านล้านหยวน (20.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า มีความก้าวหน้าใหม่ๆ มากมายในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อปี 2568 พร้อมกับเสริมว่า จีนเป็นผู้นำในการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ชีวการแพทย์, หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีควอนตัม ส่วนสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP ลดลง 5.1% ซึ่งความสำเร็จในปีที่ผ่านมานั้นได้มาอย่างยากลำบาก เนื่องจากจีนต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภายในและต่างประเทศ โดยรายงานอ้างถึงการขาดแรงส่งในการเติบโตที่เพียงพอทั้งในด้านการบริโภคและการลงทุน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)