ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. 'ศุภจี' เปิดจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้ ดึงผู้ซื้อเจรจาผู้ขายไทยยอดปังพันล้าน (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการหาตลาดล่วงหน้าก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOP) ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจะช่วยขยายฐานการ ส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่าม กลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค โดยขอส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ และขอให้เชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ของไทย ทั้งนี้ ขอแจ้งโอกาสสำคัญของสับปะรด ไทยในตลาดสหรัฐฯ ภายหลังจากสหรัฐฯ มีการใช้มาตรา 122 ซึ่งมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีกว่า 1,000 รายการ และหนึ่งในนั้น คือ สับปะรด โดยไทยมีระยะเวลาสิทธิประโยชน์ประมาณ 150 วัน จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ผู้ประกอบการควรเร่งรุกตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่เกี่ยวข้อง สำหรับการอำนวยความสะดวกให้กับการส่งออกผลไม้ไทย ตนจะนำคณะลงพื้นที่ด่านเวียดนามและจีน ติดตามสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลผลไม้ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านด่านสำคัญ ทั้งทางรถ ราง และเรือ เพื่อให้การระบายผลผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ทางด้านน.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีเป้าหมายรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยผู้นำเข้าที่เข้าร่วมมาจาก 18 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก และภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนาน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2569)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นประธานเปิดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ณ เซ็นทรัลอุดรธานี สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดอุดรธานีถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญของภาคอีสานตอนบนที่มีความพร้อมทั้งด้านกำลังซื้อและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเป็นประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน การนำแฟรนไชส์มาเช็กอินในครั้งนี้เป็นการขยายความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมในพื้นที่อื่นๆ เพื่อกระจายโอกาสในการสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องชาวอีสานอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ภายในงานจะมีการนำเสนอแฟรนไชส์หลากหลายประเภท อาทิ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ การศึกษา และธุรกิจความงาม/สปา ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และแนวทางการเริ่มต้นธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้สนใจลงทุน และการเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดอุดรธานีในหลายมิติ ทั้งการสร้างรายให้กับผู้ประกอบการทิ้งถิ่น การจ้างงานในพื้นที่ การเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับประชาชน รวมถึงการเสริมองค์ความรู้ด้านธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีมาตรฐานและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม งานนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับภูมิภาคอีสาน โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนในพื้นที่ได้เข้าถึงเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขึ้น พร้อมกับสนับสนุนเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าชมงานจากจังหวัดรอบข้างและภาคอีสานตอนบน พร้อมคาดการณ์ว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจระดับพื้นที่ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน จังหวัดอุดรธานีถูกยกให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่รองจากนครราชสีมาและขอนแก่น โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของจังหวัดสูงเป็นลำดับที่ 3 ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 75,000 บาท/ปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของภูมิภาค แม้เศรษฐกิจจังหวัดอุดรธานียังไม่สามารถเทียบกับระดับเฉลี่ยของประเทศโดยรวม แต่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการค้าการบริการ การท่องเที่ยว และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. ชง 3 มาตรการรัฐบาลใหม่ เคาะ 'แพ็กเกจ' หนุนอุตฯ ยานยนต์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้หารือกับผู้บริหาร 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนา และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อเตรียมจัดทำมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่าน และรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก เสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีข้อเสนอมาตรการ 3 ด้านที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ได้แก่ 1. ความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การส่งเสริมการส่งออก และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท เพื่อให้การพัฒนาต่อเนื่อง และรักษาโมเมนตัมการลงทุนได้อย่างยั่งยืน 2. การกระตุ้นความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นรถเชิงพาณิชย์และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ภาคเอกชนจึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เช่น นำค่าใช้จ่ายการซื้อรถไปหักภาษีเงินได้ในอัตราสูงกว่าปกติ หรือรถเก่าแลกรถใหม่ รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น และ 3. ยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้แต้มต่อเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ลดการนำเข้า ผลักดันให้ผู้ผลิตเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ผ่านมาตรการ ทั้งกรมศุลกากร (Free Zone) กรมสรรพสามิต (โครงสร้างภาษีสรรพสามิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ) และบีโอไอ (มาตรการส่งเสริมการลงทุน)
อย่างไรก็ตาม บีโอไอพร้อมรับฟังข้อเสนอของภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม ทั้งการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศ ส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดโลก เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปรับตัวสู่เทคโนโลยียุคใหม่ เพิ่มความสามารถการแข่งขันของไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อฟิลิปปินส์เร่งตัวแตะ 2.4% เดือนก.พ. หลังราคาอาหารพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 มีนาคม 2569)
แคลร์ เดนนิส มาปา หัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของฟิลิปปินส์เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2% ในเดือนมกราคม ซึ่งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อโดยรวมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีสาเหตุหลักมาจากการเร่งตัวของดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ ซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าเงินเฟ้อ โดยเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% ในเดือนกุมภาพันธ์ จาก 1.1% ในเดือนมกราคม โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติฯ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารในระดับประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ จาก 0.7% ในเดือนมกราคม ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารอยู่ในระดับสูงกว่าที่ 2.6% สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานบางรายการ เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ จาก 2.8% ในเดือนมกราคม และสูงกว่าระดับ 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ทางด้านอาร์เซนิโอ บาลิซาคาน รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนาของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า โดยรวมแล้วราคาสินค้ายังคงมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม เราตระหนักถึงความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุด ซึ่งเรากำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับภาวะอุปทานสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญภายในประเทศ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)