ข่าวประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงพาณิชย์

 

1. พาณิชย์ ตั้งทีมเฉพาะกิจรับมือสหรัฐไต่สวน ม.301 ชี้ 3 สินค้าระส่ำหนัก (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกรณีสหรัฐเริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ในประเด็นสภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า ว่า ได้สั่งตั้งคณะทำงานพิเศษเกาะติดติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัด กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมมีอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์อยู่ร่วมคณะทำงาน โดยจะประชุม และวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายเซ็กเตอร์ รวมถึงแนวทางการขี้แจง เพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิม โดยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย โดยมุ่งตรวจสอบ “การกระทำนโยบาย และแนวทางปฏิบัติ” ที่อาจก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิต ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Re-shoring) และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของแรงงานอเมริกัน สำหรับเหตุผลที่สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณา พบว่าไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน สหรัฐยังระบุอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ไทย มีความแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงแบบบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ ซึ่งภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐพิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” (Unreasonable or Discriminatory) USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่นๆ เพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังสามารถเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เมษายน 2026 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2026 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนจะเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา ทั้งนี้ มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐ เคยใช้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100 % ซึ่งไม่หนักใจในเรื่องประเด็นสมเหตุสมผล เรามีจุดชี้แจงได้ แต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนกรณีใช้โลคอลคอนเทนต์

 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ

ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

 

2. กนอ. ชู RAPID Platform ปักหมุดไทยฮับอุตสาหกรรมยั่งยืนดูดนักลงทุน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569)

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ " INVESTMENT LOCATION SELECTION AND KEY CONSIDERATIONS" ภายในงานสัมมนา "Thailand-China Investment Forum: Keys to Success & Sustainable Growth for Chinese Enterprises" ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ว่า ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวน การขยายการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนเป็นสิ่งจำเป็น กนอ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักที่มีพันธกิจยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล พร้อมใช้จุดแข็งของประเทศไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานชั้นยอด ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และสิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นอาวุธสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน ปัจจุบัน FTA ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น 'ทางรอด' ของผู้ประกอบการ ไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้วถึง 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ และกำลังจะมีเพิ่มขึ้นในปี 2026 อีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (Thai-EFTA) และ ไทย-ภูฏาน (THBTFTA) กนอ. จึงมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin - RoO) ซึ่งเปรียบเสมือน 'พาสปอร์ตสินค้า' เพื่อให้นักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างสูงสุด ทั้งนี้ ในปี 2569 กนอ.มุ่งขับเคลื่อนด้วย "RAPID Platform" เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย : R - Regulatory Flexibility การเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบและใช้ Regulatory Sandbox เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ A - Advanced Infrastructure การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่มาตรฐานสากลและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด P - Productivity through Innovation การเพิ่มผลิตภาพด้วยนวัตกรรมและส่งเสริมกลุ่มธุรกิจมูลค่าสูง (High-value Business) I - Integrated Digital Transformation การนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้บริหารจัดการผ่าน Dashboard เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ D - Driving Growth & Sustainability ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG และเป้าหมายความยั่งยืน (SDGs) นอกจากนี้ ยังพร้อมให้บริการเบ็ดเสร็จ "รวดเร็วกว่า" ผ่านศูนย์ Total Solution Center (TSC) ที่ช่วยลดระยะเวลาการขอใบอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กนอ. ชูจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วในการอนุมัติอนุญาตผ่านศูนย์ TSC เพื่อให้นักลงทุนเริ่มธุรกิจได้เร็วที่สุด โดยนักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 82 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง ของ กนอ. จะได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าสิทธิประโยชน์ทั่วไป ซึ่งสถิติในปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมสูงถึง 1,876,653 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง EV, เซมิคอนดักเตอร์, และดิจิทัล เป็นกลุ่มที่ กนอ. พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกว่า 211,320 ไร่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ กนอ. พร้อมเป็นคู่คิดที่วางใจได้ให้นักลงทุนจากทั่วโลก เรามุ่งมั่นดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในฐานะจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

 

สถาบันอาหาร

 

3. วิกฤตตะวันออกกลางทุบส่งออกอาหาร (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569)

สถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ได้ออกประเมินแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยปี 2569 ภายใต้สถานการณ์วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง โดยระบุว่าในสถานการณ์ปกติคาดว่าการส่งออกอาหารไทยในปี 2569 จะมีมูลค่า 1,550,000 ล้านบาท เติบโต 2.6% จากปีก่อนหน้า แต่ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์โลก จึงได้ประเมินแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กรณีตามระดับความรุนแรงของผลกระทบดังนี้ 1. กรณีผลกระทบจำกัด มูลค่าส่งออกลดลง 10,000 ล้านบาท คาดว่าอยู่ที่ 1,545,000 ล้านบาท เติบโต 2.2% สถานการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความตึงเครียดไม่ลุกลาม ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้น 2. กรณีผลกระทบปานกลาง มูลค่าส่งออกลดลง 20,000-30,000 ล้านบาท คาดว่าจะอยู่ในช่วง 1,525,000-1,535,000 ล้านบาท เติบโตเพียง 0.8-1.5% ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงานและ ค่าระวางเรือทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องหลายไตรมาส ต้นทุน การผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อัตรากำไรของผู้ส่งออกลดลง ผู้ประกอบการบางส่วนอาจต้องชะลอคำสั่งซื้อ วัตถุดิบหรือปรับโครงสร้างราคา และ 3. กรณีผลกระทบรุนแรง มูลค่าส่งออกลดลง 45,000-55,000 ล้านบาท คิดเป็นยอดส่งออก 1,500,000-1,510,000 ล้านบาท เติบโตในช่วง -1.0% ถึง 0.5% หากเกิดความผันผวนรุนแรง ทั้งด้านพลังงานโลจิสติกส์ และเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ คู่ค้า เช่น ค่าระวางและค่าประกันภัยปรับเพิ่มขึ้นมาก ผู้ส่งออกไทยจะเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุนและกระแสเงินสด ทำให้การส่งออกบางส่วนชะลอหรือเลื่อนกำหนดส่งมอบ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าวิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้การส่งออกอาหารไทยปีนี้ลดลงราว 1-3% จากกรณีฐาน โดยมูลค่าอาหารส่งออกจะหายไป 1-5 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.50-1.54 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวยังส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อาหาร ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งดำเนินการ 3 ด้านเพื่อลดผลกระทบ ประกอบด้วย 1. กลยุทธ์ด้านพลังงาน 2. กลยุทธ์ในภาคการผลิตและส่งออก สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงต้นทุน และ 3. กลยุทธ์การดูแลค่าครองชีพประชาชนและกลุ่มเปราะบาง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ญี่ปุ่นกางแผนปั๊มยอดขายชิปพุ่ง 8 เท่า ภายในปี 2583 หวังทวงคืนบัลลังก์โลก (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569)

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ว่า รัฐบาลโตเกียวระบุว่า ญี่ปุ่นเคยครองส่วนแบ่งตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกประมาณ 50% ในช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่หลังจากนั้น ไต้หวันและประเทศอื่นๆ ก็แซงหน้าไป โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นชะงักงันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ล่าช้าในภาคธุรกิจ และความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ ถึงแม้ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดชิปโลกน้อยกว่า 10% แต่รัฐบาลโตเกียวกำลังลงทุนอย่างหนักในโรงงานแห่งใหม่ เพื่อพยายามเปลี่ยนแปลงแนวโน้มดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น กำหนดเป้าหมายเพิ่มยอดขายชิปที่ผลิตในญี่ปุ่น เป็น 15 ล้านล้านเยน (ราว 3 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2573 และ 40 ล้านล้านเยน (ราว 8 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2583 ซึ่งเพิ่มขึ้น 8 เท่า เมื่อเทียบกับระดับในปี 2563

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพลังการประมวลผลของชิปเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน และนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ญี่ปุ่นจึงต้องการส่วนแบ่งในตลาดนี้ โดยรัฐบาลโตเกียวคาดการณ์ว่า ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะมีมูลค่าเป็น 190 ล้านล้านเยน (ราว 38 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2578

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)