ข่าวในประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
1. BOI ลุยปั้นนวัตกรรมอาหารสู่ฮับอุตฯ กลิ่น-รส (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความสำเร็จของผู้ประกอบการไทย ซึ่งเดิมก่อตั้งภายใต้ชื่อ บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมการผลิตสารแต่งกลิ่นรสจากวัตถุดิบทางการเกษตรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยการสกัดกลิ่นจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ โดยบริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนวิจัยและพัฒนา จนเติบโตต่อเนื่อง และได้รับความสนใจจาก "โดห์เลอร์ กรุ๊ป" ผู้นำระดับโลกด้านส่วนผสมอาหารจากประเทศเยอรมนี นำไปสู่การร่วมลงทุนและเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยพัฒนาโรงงานในไทยให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์วิจัยสำคัญของกลุ่มโดห์เลอร์ ในอาเซียน พร้อมต่อยอดวัตถุดิบที่ผลิต ในไทย สู่การผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในตลาดโลก ทั้งนี้ บีโอไอให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร กรณีของบริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น ถือเป็นตัวอย่างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมสารแต่งกลิ่นรสอาหาร มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 ตลาดมีมูลค่า 16,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะ เพิ่มเป็นกว่า 26,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นตลาดใหญ่ ที่สุดของโลก มีสัดส่วนตลาดประมาณ ร้อยละ 34 ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนา รสชาติใหม่ๆ เพื่อรองรับแนวโน้มอาหาร แห่งอนาคต (Future Food)และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2564-2568) มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) สิ่งปรุงแต่งอาหาร (Food Ingredient) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement) จำนวน 572 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 138,000 ล้านบาท
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
2. โอกาส 'ส่งออก' ตะวันออกกลาง สินค้าอาหาร-อุปโภคบริโภค (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2569)
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการรายงานการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทราบว่า ขณะนี้ทูตพาณิชย์ของไทยในพื้นที่กำลังติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยมองว่าสินค้าหลายประเภทที่ไทยผลิตมีโอกาสทำตลาดในภูมิภาคดังกล่าวได้ดี เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยหากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง คาดว่าจะเกิดความต้องการสินค้าหลายประเภทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างสำหรับซ่อมแซมอาคาร บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ขณะที่สินค้ากลุ่มเกษตรและอาหารของไทยมีแนวโน้มได้รับความต้องการสูง ทันทีที่มีการเปิดด่านการค้า เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบภาวะขาดแคลนสินค้ามานานหลายเดือน ทั้งนี้ ปัจจุบันยังมีอุปสรรคด้านการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่ ยังไม่เปิดรับการจองตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่การขนส่งทางอากาศ อาจเป็นทางเลือกสำหรับสินค้าด่วน สินค้าพรีเมียม หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง แม้จะมีต้นทุนสูงกว่า นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อาจเกิดความชุลมุนในการส่งออก เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากจะเร่งส่งสินค้า เพื่อชดเชยการนำเข้าที่หยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงตู้คอนเทนเนอร์อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเตรียมความพร้อม ทางภาคเอกชนมีข้อเสนอให้เพิ่มการประสานงานระหว่างทูตพาณิชย์ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสายเรือ เพื่อติดตามว่าท่าเรือใดสามารถส่งสินค้าได้ รวมถึงเสนอให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดตั้งช่องทางพิเศษ หรือจุดประสานงาน (Contact Point) เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงที่การส่งออก มีปริมาณหนาแน่น ตลอดจนวางแผนจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้เพียงพอต่อความต้องการ สำหรับสิ่งสำคัญ คือ ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการค้า แม้ตามปกติผู้ซื้อปลายทางจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว แต่มีข้อเสนอให้ภาคเอกชนไทยพิจารณาช่วยรับภาระต้นทุนบางส่วน เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อยังคงมีกำลังซื้อและสามารถดำเนินการค้าต่อไปได้ นอกจานี้ ในภาพรวมคาดว่าสถานการณ์การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากสถานการณ์สงครามยุติลง โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างหารือกับทูตพาณิชย์เพื่อจัดทำแผนเตรียมความพร้อมเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อรองรับสถานการณ์การค้าในระยะต่อไป
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ส.อ.ท. ห่วงดีเซลขาขึ้น เหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ ชะลอส่งออกรถยนต์ 2,000 คัน (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2569)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน และอาจต้องทยอยปรับขึ้นหลังวันที่ 17 มีนาคม หากราคาน้ำมันโลกยังปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง จากกรณีนี้หากราคาสูงก็จะกระทบในเรื่องราคาทุกอย่าง ต้นทุนของการขนส่ง การเดินทาง รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาพลังงานในการผลิตสินค้า ทำให้ราคาสินค้าแทบทุกประเภทปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ราคาสินค้าทุกอย่างก็ต้องแพงขึ้น เพราะต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของทั้งการขนส่งและการผลิต ซึ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ หากต้นทุนพลังงานปรับสูงขึ้นและการขนส่งระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอน อาจกระทบต่อการผลิตชิปและชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ประกอบการต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากความขัดแย้งยืดเยื้อก็อาจส่งผลต่อการผลิตสินค้าในหลายอุตสาหกรรม ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียด ในตะวันออกกลางยังเริ่มส่งผลต่อการส่งออกรถยนต์ของไทย โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งทางเรือ เนื่องจากเรือบางลำไม่กล้า ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องชะลอการส่งออกหรือไปจอดพักที่อินเดียก่อน โดยปีที่ผ่านมาไทยส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางประมาณ 200,000 คัน คิดเป็น 21% ของยอดส่งออกรวม 935,750 คัน ปัจจุบันมีรถยนต์ไทย 2,000 คัน ต้องพักรออยู่ที่ท่าเรืออินเดีย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นจากค่าท่าเรือ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์อื่นๆ ซึ่งแม้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนได้ แต่ยอมรับว่าเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูง และหากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจทำให้ต้องพักเรือและสินค้าเป็นเวลานาน ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเดินหน้าเจรจากับประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่เพื่อทำสัญญาจัดหาพลังงานในระยะยาว อาทิ รัสเซีย ซึ่งปัจจุบันได้เปิดโอกาสให้หลายประเทศเข้าเจรจาซื้อก๊าซธรรมชาติในระยะยาว รวมถึงการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากประเทศผู้ผลิตรายอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา หรือมาเลเซีย เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ในช่วงที่หลายประเทศเปิดช่องทางการค้าพลังงานมากขึ้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างข้อตกลงจัดหาพลังงานระยะยาวเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ข่าวต่างประเทศ
4. สหรัฐฯ ระงับแผนคุมส่งออกชิป AI ผู้ผลิตอาจได้อานิสงส์-นักลงทุนสับสน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ถอนร่างกฎระเบียบที่มีเป้าหมายคุมเข้มการส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงไปยังทั่วโลกอย่างกะทันหัน ตามข้อมูลที่เผยแพร่ บนเว็บไซต์ของรัฐบาลเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนเผชิญกับภาวะที่ไม่แน่นอน โดยร่างกฎระเบียบดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันของหลายหน่วยงานภายในรัฐบาลตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และก่อนหน้านี้ถูกมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการกำกับดูแลการกระจายเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงไปยังต่างประเทศ ก่อนถูกถอนออกนั้น ร่างกฎระเบียบดังกล่าวได้ถูกส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลเพื่อให้ความเห็น โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดแนวทางการเข้าถึงชิปที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการฝึกและประมวลผล AI
อย่างไรก็ตาม โฆษกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทันที แม้ผู้ผลิตชิปอาจได้รับการผ่อนคลายแรงกดดันด้านกฎระเบียบในระยะสั้นจากความไม่ชัดเจนดังกล่าว แต่ตลาดยังจับตาว่ารัฐบาลจะเสนอร่างกฎระเบียบฉบับใหม่หรือไม่ ขณะที่รัฐบาลยังคงต้องพิจารณาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางการค้าของภาคเทคโนโลยีกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านการค้าในระยะยาว
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)