ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
1. แนะเร่งส่งออกแป้งมันดิบไปสหรัฐฯ (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 122 กำหนดอัตราภาษีครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก 10% เป็นการชั่วคราว 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ - 24 กรกฎาคม 2569 พร้อมประกาศรายชื่อสินค้าเกษตรที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 122 นั้น พบว่า แป้งมันสำปะหลังดิบ (HS 110814) เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับสิทธิไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ซึ่งจะทำให้แป้งมันสำปะหลังดิบไทยสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องรับภาระทางภาษีช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะด้านราคาเมื่อเทียบกับแป้งมันฝรั่งดิบจากสหภาพยุโรป และด้านคุณภาพเมื่อเทียบกับแป้งมันดิบจากอาเซียนและอเมริกาใต้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรอาศัยใช้ช่วงเวลาทอง 150 วัน เร่งผลักดันส่งออก และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับจุดเด่นของแป้งมันสำปะหลังไทย โดยเฉพาะคุณสมบัติที่แตกต่างจากแป้งของพืชอื่น ได้แก่ ไม่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม (Non-GMO) และปราศจากกลูเตน สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารประเภทฉลากสะอาดและอาหารปลอดกลูเตนที่กำลังได้รับความนิยมในสหรัฐฯ หากผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ได้อย่างเต็มที่ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแป้งมันสำปะหลังดิบไทยในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และพัฒนาไปสู่การเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีศักยภาพในสหรัฐฯได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม โอกาสทองในการยกเว้นอากรนำเข้าชั่วคราว 150 วัน จะเป็นการลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าของผู้ซื้อในสหรัฐฯ ส่งผลให้แป้งมันสำปะหลังของไทยมีความน่าสนใจ และสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยขยายเครือข่ายคู่ค้าทางธุรกิจ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯได้มากขึ้น ผู้ส่งออกไทย จึงควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งทำตลาดเชิงรุก เพื่อให้การขยายตัวของการส่งออกในช่วงเวลานี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างตลาดระยะยาวในสหรัฐฯได้ต่อไป ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 7 ของไทย มูลค่า 109.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT
2. GIT ปลื้มส่งออกอัญมณีฟื้น ทองพุ่ง/จับตาปัจจัยเสี่ยง (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569)
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 1,808.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.26% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากลดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2568 หากรวมทองคำ มีมูลค่า 4,566.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 57.34% ซึ่งตัวเลขที่ดีขึ้นได้รับแรงหนุนจากการใช้สอยในช่วงเทศกาลรับปีใหม่ต่อเนื่องมาถึงเทศกาลตรุษจีน ขณะที่การส่งออกเฉพาะทองคำมีมูลค่า 2,758.08 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับนาโตเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐ โกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ มีแนวโน้มทำนิวไฮต่อเนื่อง ทำให้มีแรงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง คาดโต 2.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดของ โควิด-19 และยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้า ระดับหนี้สาธารณะที่สูง และความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ขณะที่ไทยพึ่งพาบางตลาดมากเกินไปอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการทั้งการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการส่งออกควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมทั้งกระจายตลาดและบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างรอบคอบ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
3. คาดยอดขายรถติดลบ 0.2% (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 คาดหดตัวติดลบ 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนสู่ 620,000 คัน จาก 621,166 คัน ในปี 2568 โดยเป็นผลจากปัญหากำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ ทั้งจากรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงตามภาคการผลิตที่ชะลอตัว รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรที่หดตัวต่อจากปี 2568 ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่รถเพื่อการพาณิชย์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยคาดหดตัวติดลบ 5% ในปี 2569 ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 33% ส่วนรถยนต์นั่งยังมีแนวโน้มขยายตัว 2% จากยอดขายรถยนต์นั่งบีอีวี และพีเอชอีวี ที่คาดเพิ่มขึ้น 28% สู่ 181,000 คัน ส่งผลช่วยดันส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งบีอีวีและพีเอชอีวี เพิ่มขึ้นเป็น 29% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งไอซีอี และเอชอีวี ลดลงเหลือ 38% สำหรับทิศทางที่แตกต่างกันของยอดขายรถยนต์กลุ่มต่างๆ ในปี 2569 ส่งผลโดยตรงต่อแนวโน้มการเติบโตของดีลเลอร์รถยนต์แต่ละยี่ห้อ โดยดีลเลอร์รถยนต์จีนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์นั่งบีอีวี และพีเอชอีวี ซึ่งกว่า 88% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน ส่วนดีลเลอร์รถยนต์ญี่ปุ่น ตะวันตก และกลุ่มอื่นๆ มีแนวโน้มลดลง เนื่องจาก 97% ของยอดขายยังพึ่งพารถยนต์นั่งไอซีอี, เอชอีวี และปิกอัพ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีทิศทาง หดตัว ยกเว้นรถยนต์นั่งเอชอีวีที่ยังสามารถเติบโตได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ประเมินว่าในปี 2569 จำนวนดีลเลอร์รถยนต์จีนคาดเพิ่มขึ้นเป็น 730 แห่ง หรือเติบโต 10% ตรงข้ามกับดีลเลอร์รถยนต์ญี่ปุ่นและตะวันตกที่คาดลดลงเหลือ 1,520 แห่ง หรือหดตัว 4% ทั้งนี้เป็นผลจากยอดขายรถยนต์จีนเฉลี่ยต่อดีลเลอร์ที่คาดเพิ่มขึ้น 11% ขณะที่ยอดขายเฉลี่อต่อดีลเลอร์ของรถยนต์ญี่ปุ่นและตะวันตกมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน 3% ทั้งนี้ แม้ว่าดีลเลอร์รถยนต์ญี่ปุ่นและตะวันตกจะมีแนวโน้มลดจำนวนลงทั้งตลาด แต่ระดับการลดลงยังแตกต่างกัน แบ่งออกเป็นกลุ่มยี่ห้อที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง คาดว่า จำนวนดีลเลอร์รวมในปี 2569 จะลดลงเพียง 0.3% และ กลุ่มยี่ห้อที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ คาดว่าจำนวนดีลเลอร์รวมในปี 2569 จะลดลงถึง 10.8%
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนเผยผลผลิตอุตสาหกรรม-ยอดค้าปลีก 2 เดือนแรกโตเกินคาด รับดีมานด์ตปท.-ใช้จ่ายวันหยุดคึกคัก (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ยอดค้าปลีกในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมช่วง 2 เดือนแรกพุ่งขึ้น 6.3% แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5% โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมถือเป็นภาคส่วนที่ค่อนข้างทำผลงานได้ดีในระบบเศรษฐกิจจีน โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการสินค้าจีนในตลาดต่างประเทศที่ยังคงยืดหยุ่น โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ ปรับตัวขึ้น 1.8% ในช่วง 2 เดือนแรก เมื่อเทียบรายปี สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2.1% ส่วนการลงทุนด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569 หดตัวน้อยลงในอัตรา 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่ร่วงลงถึง 17.2%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศเริ่มต้นปี 2569 อย่างแข็งแกร่ง โดยการอุปโภคบริโภคและการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่างขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลวันหยุด และความต้องการสินค้าจีนในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)