ข่าวประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์

 

1. ไทยใช้สิทธิฯ 'FTA' กระฉูด ทะลุ 2.8 ล้านล้าน-อาเซียนรั้งแชมป์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ไทยมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในการส่งออกสินค้าคิดเป็น มูลค่ารวม 90,247.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.36% จากปี 2567 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 82.26% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย 5 อันดับแรกที่มีการใช้สิทธิฯ ในการส่งออกสินค้าสูงสุด คือ อันดับ 1 เป็นการส่งออกไปยังอาเซียน ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 33,156.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 72.45%, อันดับ 2 การใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 25,131.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 96.11%, อันดับ 3 การใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 9,855.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 72.93%, อันดับ 4 การใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,859.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 83.62% และอันดับ 5 การใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,613.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 56.42% สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯสูงสุด 5 อันดับแรกในปี 2568 ได้แก่ 1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2. ทุเรียนสด 3. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4. แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) 5. เนื้อไก่ปรุงแต่ง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ทุเรียน 2. เนื้อไก่ ปรุงแต่ง 3. ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง 4. ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) 5. น้ำตาลที่ได้จากอ้อย มีมูลค่ารวม 24,606.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3. แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) 4. เครื่องจักรอัตโนมัติ 5. เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 65,640.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.73% ของมูลค่าการใช้ สิทธิฯทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันยังมีสินค้าดาวรุ่งที่มีศักยภาพ เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องจักรกล ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงสินค้าอาหารแปรรูป เช่น ไก่แปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็ง ที่มีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของตลาดโลก ซึ่งสะท้อนว่ายังมีสินค้าศักยภาพอีกจำนวนมากที่ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิฯ FTA เพื่อขยายตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดที่มีแนวโน้มเติบโต และไทยมี FTA รองรับอยู่แล้ว เช่น อินเดีย รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ นอกจากความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูการค้าสำคัญระหว่างไทยกับประเทศในภูมิภาคแล้ว ไทยยังมี FTA ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา ที่จะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยภูฏานเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เกษตร อาหาร สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนศรีลังกาซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลและการกระจายสินค้าไปยังซีกโลกตะวันตก ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

นายดนุชา พิชยนันท์

เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

2. เปิดมาตรการช่วยคนไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช. ได้ประเมินผลกระทบจากสงครามภาคตะวันออกกลาง มีผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 กรณี โดยถ้าหากสงครามจบได้ใน 1 เดือน เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเล็กน้อย จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 2569 ไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจากคาดเดิมที่สศช. คาดไว้ทั้งปีที่ประมาณ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นสู่ 1% จากคาดทั้งปีติดลบ 0.3% ถึง 0.7% นอกจากนี้ หากมีความรุนแรงมากขึ้นแต่ไม่ขยายวงกว้าง สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และบางประเทศเผชิญภาวะสแตกเฟลชัน (เศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อพุ่ง) ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.9% ขณะที่การประเมินสุดท้าย ถ้ายืดเยื้อเกิน 3 เดือน แม้มีโอกาสเกิดไม่มาก แต่ต้องเฝ้าระวัง โดยราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปีอาจพุ่งเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3% สำหรับปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งจะกระทบต้นทุนใน 3 ภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ภาคเกษตร, ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคขนส่ง ทั้งนี้ ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท จะกระทบต่อจีดีพีไทยลดลง 0.02% และยังไม่รวมผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางกระทรวงพลังงาน ปรับเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยปรับเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ได้ปรับทีเดียว ซึ่งที่ผ่านมาปรับราคาเป็นหลักสตางค์ อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ต้องประเมินสถานการณ์เพื่อดูว่ากลุ่มไหนที่จะได้รับผล กระทบจะได้ออกมาตรการช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ มาตรการภาครัฐได้ออกมาตรการ 3-4 เรื่อง ได้แก่ การควบคุมราคาสินค้า, มาตรการธงฟ้าลดค่าครองชีพ ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ, มาตรการดูแลต้นทุน และลดต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยที่จะมีใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ รวมทั้งมาตรการธงเขียว ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งต้องมาดูในรายละเอียดอีกครั้ง และยังขอกระทรวงการต่างประเทศประสานการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออกอาหารไปได้

 

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

3. ไฟเขียวมอบสิทธิ์ 'กนอ.' พัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 แปลง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569)

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย ในท้องที่ ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเดิมเป็นทางสาธารณะและพลเมืองเลิกใช้ประโยชน์แล้ว 2 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 1 ไร่ 36.9 ตารางวา ภายในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย เพื่อให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กนอ. และนำไปใช้พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้เป็นแปลงต่อเนื่องสำหรับรองรับการประกอบอุตสาหกรรมต่อไป ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยการคงสภาพที่ดินสาธารณะซึ่งเลิกใช้แล้วไว้ภายในเขตนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดต่อการพัฒนาและการจัดสรรพื้นที่สำหรับกิจกรรมอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องนี้ ได้ผ่านขั้นตอนตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว ทั้งการขอความเห็นจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตาสิทธิ์ และ อำเภอปลวกแดง ซึ่งไม่ขัดข้อง รวมถึงมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้ว ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความยินยอม และ กนอ. ได้ชำระราคาที่ดินให้แก่กระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 4,041,325 บาท นอกจากนี้กรมการปกครองได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่และแนวเขตการปกครองในแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาแล้ว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมติ ครม. และหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา ครั้งนี้ จะช่วยให้การพัฒนาพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. แบงก์ชาติอินโดฯ ตรึงดอกเบี้ยที่ 4.75% หวังลดแรงกดดันค่าเงิน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569)

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (BI-Rate) ไว้ที่ 4.75% ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่กำลังร้อนระอุเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BI มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.75% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ 3.75% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5.50% ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพของอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 1.5-3.5% สำหรับปี 2569-2570

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลก BI ได้ดำเนินมาตรการผ่านเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากปัจจัยภายนอกและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งรวมถึงการสร้างเสถียรภาพในตลาด

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)