ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. อุตฯ ปั้นนักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมรับวิกฤตโลก ชู OPOAI-C NEXT STEPs ดันรายได้พุ่ง 200 ล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 มีนาคม 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ มุ่งยกระดับเกษตรกรไทยจากการเป็นผู้ขายวัตถุดิบ ให้กลายเป็น "นักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม" เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์โลกและสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืนทั้งนี้ กระทรวงฯ ไม่ได้สอนแค่ให้เกษตรกรแปรรูปเป็น แต่กำลังสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งผ่านนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งผลลัพธ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา โครงการ "OPOAI-C NEXT STEPs" (โครงการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค) ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด มีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 2,052 ราย เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 229 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 200 ล้านบาท ที่สำคัญเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 27.72% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เกือบ 3 เท่า โดยในมิติของการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่ตลาดสมัยใหม่ (Modern Trade) โดยประสบความสำเร็จในการนำสินค้า 5 แบรนด์เข้าสู่ 7-Eleven และล่าสุดจากการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง ป๊อปคอร์นดอย และกล้วยอบกรอบตราปันคำ ได้รับการตอบรับจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำ อาทิ Tops, PT, King Power และ 3M โดยเฉพาะ Tops ที่พร้อมจะเป็น Strategic Partner ในการปั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการวางจำหน่ายบนห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) โดยช่วยให้ผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้เฉลี่ย 31.16% ผ่านการปรับปรุงระบบหลังบ้าน การใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย และการบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียวที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน
อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าโครงการ OPOAI-C ต่อเนื่องด้วยงบประมาณ 20.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการอีกกว่า 1,900 คน นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เตรียมทัพโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมรวมกว่า 10 โครงการหลัก งบประมาณรวมกว่า 89.9 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ด้านสำคัญ คือ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการส่งเสริมการประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 5.0 อย่างเต็มรูปแบบ
นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน
นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย
2. สมาคมฯ รับมาตรการ E20 ซัพพลาย 28 โรงเอทานอล ป้อนตลาด 7 ล้านลิตร/วัน (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 20 มีนาคม 2569)
นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า การที่ภาครัฐวางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อนแก๊สโซฮอล์ E20 (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 20%) เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Base Grade) ของประเทศ ถือเป็นก้าวย่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ และยังเป็นมาตรการที่รับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ยังคงตึงตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยปัจจุบันการใช้เอทานอลในประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินมีการใช้รวมกว่า 30 ล้านลิตรต่อวัน หากมีการผลักดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยประมาณ 90 ล้านตันต่อปี และผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคการผลิตที่สามารถต่อยอดสู่พลังงานชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวสุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลรวมสูงสุดประมาณ 7.2 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ สามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ทันทีและยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกกว่า 50–60% หากภาครัฐมีการส่งเสริมการใช้ E20 อย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้ความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอลเพิ่มขึ้นประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ขณะที่โครงสร้างการใช้ผลผลิตในปัจจุบันกว่า 90% ยังอยู่ในอุตสาหกรรมแป้งและมันเส้น และมีเพียงประมาณ 10% ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล ส่งผลให้ปริมาณมันสำปะหลังที่เข้าสู่โรงงานเอทานอลในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2–3 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าว ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเอทานอลไทยมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ โดยโรงงานจำนวนมากเป็นโรงงานไฮบริดที่สามารถใช้ทั้งมันสำปะหลังและกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบทดแทนกันได้ และได้มีการปรับตัวด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านซัพพลายที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่าการกำหนดให้ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพในภูมิภาคในอนาคต
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ
กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
3. หวั่นสงครามลากยาว กด GDP ไทย ปี 69 ไม่โต-เงินเฟ้อพุ่ง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 มีนาคม 2569)
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปจนถึงแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกในระยะต่อไป นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าว ยังกระทบต่อการค้าและการคมนาคมขนส่งทางอากาศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินลดลง และต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในมิติการเงิน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับ GDP โลกและของไทย ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ทางด้านน.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่าง 0.2-0.7% หลังแนวโน้มสถานการณ์อิหร่านมีโอกาสยืดเยื้อ อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงาน และเป็นประเด็นเปราะบาง ทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบต่อ GDP ดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไป น่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 3% ในขณะที่ GDP ทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายรุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลาง เป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทย คิดเป็นราว 20% ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพ ซึ่งมีสัดส่วนราว 60% และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าว จะลดลงราว 15,000 คัน/เดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราว 8.1% นอกจากนี้สงครามอิหร่าน คาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราว 1% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม อย่างไรก็ดีการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก ยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตที่ 11.5% ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึง 38.3% ในปีก่อนหน้า
ข่าวต่างประเทศ
4. ECB มีมติคงดอกเบี้ยตามคาด ขณะจับตาสงครามอิหร่าน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 มีนาคม 2569)
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกัน ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15% ทั้งนี้ ECB ระบุว่า สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านกำลังทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสร้างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในฝั่งขาขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในฝั่งขาลง นอกจานี้ ECB ยังระบุว่า สงครามที่ยังดำเนินอยู่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อในระยะสั้น ผ่านทางราคาพลังงานที่ดีดตัวขึ้น ขณะที่ผลกระทบในระยะกลางจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของสงคราม รวมทั้งผลกระทบของราคาพลังงานต่อราคาผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ECB เป็นธนาคารกลางรายสุดท้ายในบรรดาธนาคารกลางหลายแห่งในภูมิภาคที่ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ โดยธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางสวีเดน และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ต่างก็ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน เนื่องจากสงครามทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ธนาคารกลางในยุโรปคลายวิตกต่อทิศทางเงินเฟ้อ และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวหรือปรับลดลงทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งนี้ สงครามดังกล่าวได้ทำลายสมดุลทางเศรษฐกิจ โดยคุกคามอุปทานพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มราคาผู้บริโภคของยุโรป ส่งผลให้ความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยทั่วทั้งยุโรปเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)