ข่าวประจำวันที่ 24 มีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์

1. DIP ผนึก BEDO-ไปรษณีย์ไทย เสริมแกร่งสินค้า GI ไทยครบวงจร (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2569)

 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิสาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทั้งดิน น้ำ อากาศ และภูมิปัญญาของชุมชน ทำให้มีความโดดเด่นทั้งด้านคุณภาพและเรื่องราวที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 254 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.15 แสนล้านบาท ทั้งนี้ กรมได้ประกาศความร่วมมือกับ 2 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมสินค้า GI อย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยความร่วมมือกับ BEDO จะมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ ในการอนุรักษ์และรักษาวัตถุดิบต้นกำเนิดในการผลิตสินค้า GI การใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาชุมชน GI ให้มีความเข้มแข็ง สามารถสร้าง รายได้และบริหารจัดการสิทธิในสินค้า GI ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้เติบโตและได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติอย่างกว้างขวางในขณะที่ไปรษณีย์ไทย จะร่วมสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์ GI ไทย ให้แก่ ผู้ผลิตผู้ประกอบการที่มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าและได้รับอนุญาตให้ใช้ตรา GI ไทย เพียงแสดงหนังสืออนุญาตใช้ตรา GI ก็สามารถรับบรรจุภัณฑ์ได้ฟรี พร้อมทั้งได้รับสิทธิในการจัดส่งสินค้าในอัตราพิเศษ เพื่อให้สามารถส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มนำร่องส่งเสริมสินค้า GI ในพื้นที่ภาคกลาง (38 สินค้า) เป็นภูมิภาคแรก ผู้สนใจสามารถใช้บริการได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์สาขาที่ร่วมโครงการกว่า 400 แห่งในภาคกลาง

อย่างไรก็ตาม กรมและไปรษณีย์ไทยจะขยายความร่วมมือส่งเสริมสินค้า GI ในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับ ผู้ประกอบการ GI ที่มีการทำระบบควบคุมคุณภาพอย่างเข้มแข็ง ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 17,000 ราย และจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน และการควบคุมคุณภาพสูงได้มากยิ่งขึ้น

 

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

 

2. พาณิชย์เร่งแก้ต่างสหรัฐฯ ใช้ ม.301 ขึ้นภาษี (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2569)

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ และกรณีที่สหรัฐฯเปิดไต่สวนคู่ค้า รวมถึงไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้า ค.ศ.1974 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางเตรียมการรับมือ โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินให้การใช้มาตรการภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลก 10% เป็นเวลา 150 วัน สิ้นสุดเดือนก.ค.นี้ รวมถึงเปิดไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าที่ทำการค้ากับสหรัฐฯอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งไทยถูกสหรัฐฯ กล่าวหา 2 ประเด็น คือ มีกำลังการผลิตเกินในบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ เช่น ปลา น้ำมันปลา อาหารสัตว์ เสื้อผ้า ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ได้หารือกับภาคเอกชน เพื่อทำข้อมูลแก้ต่าง และส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 ทั้งนี้ หากไทย และคู่ค้าอื่นๆ ไม่สามารถแก้ต่างได้ คาดว่า สหรัฐฯจะปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากคู่ค้า ที่ถูกเปิดไต่สวน ซึ่งแต่ละประเทศ อาจถูกจัดเก็บอัตราต่างกัน โดยคาดว่า สินค้าไทยที่จะถูกเก็บภาษี จะเป็นทั้ง 2 กลุ่มที่ถูกกล่าวหา และคาดว่า สหรัฐฯอาจเร่งการไต่สวนเพื่อให้ทันกับการเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 ที่จะสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพราะอาจนำการขึ้นภาษีตามมาตรา 301 มาใช้แทน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ นั้น ล่าสุด ไทยยังคงเดินหน้าหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่งหารือร่วมกันเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยสาระสำคัญของการหารือ จะอิงตามเนื้อหาที่อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐฯ ที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย เช่น การลด/เลิกอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ฯลฯ ส่วนการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้หารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติม

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

3. ไฟเขียวไทรอัมพ์ทุ่ม 4,000 ล้าน 'บีโอไอ' หนุนดันไทยสู่ฐานผลิต 'บิ๊กไบค์' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อขยายกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ Big Bike ขนาดตั้งแต่ 500 ซีซีขึ้นไป รวมถึง การผลิตเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนแบบครบวงจร เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ในอังกฤษ และประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย 95% ส่วนที่เหลือ อีก 5% จำหน่ายในไทย ตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ จ.ชลบุรี เงินลงทุนของส่วนขยายครั้งนี้กว่า 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ไทรอัมพ์ ได้เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ตั้งแต่ ปี 2552 รวมทั้งสิ้น 4 โครงการ เงินลงทุนสะสมกว่า 13,000 ล้านบาท ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทย กว่า 2,000 คน และจะเพิ่มการจ้างงาน ตามโครงการใหม่นี้อีกกว่า 1,000 คน มียอด ส่งออกจากไทยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักของไทรอัมพ์ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การขยายการลงทุนครั้งใหญ่ของ ไทรอัมพ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพของไทย ในฐานะฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงของภูมิภาค โดยบีโอไอพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่จะผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกยานยนต์คุณภาพสูงระดับโลก ที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีความจุ กระบอกสูบตั้งแต่ 250 ซีซีขึ้นไป แก่ 5 บริษัท ได้แก่ Triumph, Ducat i, Harley-Davidson, Kawasaki และ Yamaha มูลค่าเงินลงทุนรวม 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ออสเตรเลียออกเกณฑ์ใหม่คุมศูนย์ข้อมูล-AI ต้องใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2569)

ทิม แอร์ส รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย เปิดเผยว่า กรอบแนวทางความคาดหวังใหม่สำหรับผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชุดนี้จะช่วยให้การลงทุนในออสเตรเลียง่ายขึ้นผ่านการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน ทั้งนี้ ทางด้านาโบเวน รัฐมนตรีพลังงานของออสเตรเลีย และแอนดรูว์ ชาร์ลตัน ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลว่า กรอบความคาดหวังเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาศูนย์ข้อมูลต้องยึดถือความต้องการของชาวออสเตรเลียเป็นอันดับแรก โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ภายใต้กรอบแนวทางใหม่นี้ โครงการศูนย์ข้อมูลที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ ลงทุนพัฒนาทักษะและการจ้างงานในท้องถิ่น รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของออสเตรเลีย จะได้รับการพิจารณาผ่านกระบวนการวางแผนและอนุมัติอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ตลาดพลังงานของออสเตรเลีย (AEMO) คาดการณ์ในปี 2568 ว่า ศูนย์ข้อมูลจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากโครงข่ายราว 6% ภายในปี 2573 และจะเพิ่มเป็น 12% ภายในปี 2593 จากเดิมที่ 2% ในปี 2567-68 โดยกรอบแนวทางใหม่ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่จะต้องจัดหาแหล่งผลิตหรือกักเก็บพลังงานสะอาดเพิ่มเติมเพื่อชดเชยความต้องการใช้ไฟฟ้า ใช้มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรม และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยรักษาราคาพลังงานสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่มให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)