ข่าวประจำวันที่ 25 มีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.)

 

1. สถานการณ์เพื่อนบ้าน-สงครามตะวันออกกลาง ฉุดค้าชายแดน-ค้าผ่านแดนก.พ.หดตัว 9.7% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 139,442 ล้านบาท หดตัว 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 75,648 ล้านบาท (-12.1%) และการนำเข้า 63,794 ล้านบาท (-6.7%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทั้งสิ้น 11,854 ล้านบาท ส่งผลให้ 2 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่าการค้ารวม 300,577 ล้านบาท (+0.3%) เป็นการส่งออก 163,625 ล้านบาท (-0.3%) การนำเข้า 136,952 ล้านบาท (+1.0%) และไทยได้ดุลการค้า 26,673 ล้านบาท ซึ่งการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 62,145 ล้านบาท (-28.2%) เป็นการส่งออก 35,230 ล้านบาท (-30.7%) การนำเข้า 26,915 ล้านบาท (-24.7%) และไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 8,316 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 24,468 ล้านบาท (-3.7%) รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,873 ล้านบาท (-14.9%) และเมียนมา 13,804 ล้านบาท (-21.1%) ในขณะที่การค้าชายแดนไทย - กัมพูชา เป็น 0 (-100%) ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,116 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,544 ล้านบาท และแผงวงจรไฟฟ้า 1,209 ล้านบาท ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 130,758 ล้านบาท (-23.3%) เป็นการส่งออก 73,978 ล้านบาท (+27.1%) และการนำเข้า 56,780 ล้านบาท (-17.7%) สำหรับการด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 77,296 ล้านบาท (+13.9%) เป็นการส่งออก 40,417 ล้านบาท (+14.8%) และการนำเข้า 36,879 ล้านบาท (+12.9%) โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 41,353 ล้านบาท (+7.2%) รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 13,364 ล้านบาท (+32.3%) และ 9,392 ล้านบาท (+68.2%) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 6,547 ล้านบาท ทุเรียนสด 4,724 ล้านบาท และเครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 3,755 ล้านบาท ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 169,819 ล้านบาท (+31.4%) เป็นการส่งออก 89,647 ล้านบาท (+42.9%) และการนำเข้า 80,172 ล้านบาท (+20.5%)

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แม้ว่าการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สามจะยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง (+13.9%) แต่การค้าชายแดนหดตัวสูงถึง (-28.2%) จากสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนของไทย ไม่ว่าจะเป็นในเมียนมาที่สถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนและมาตรการทางการค้าของเมียนมาทำให้การขนส่งสินค้าหยุดชะงักเป็นระยะ และกัมพูชาที่ยังคงปิดจุดผ่านแดนจากความกังวลว่าอาจเกิดเหตุปะทะกันได้อีก ในขณะที่ สปป.ลาวยังประสบปัญหาเงินเฟ้อและเงินกีบอ่อนค่าทำให้กำลังซื้อลดลง ส่งผลให้การค้าชายแดนและผ่านแดนในภาพรวมหดตัว 9.7% นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านที่กำลังส่งผลกระทบด้านพลังงานและด้านเศรษฐกิจ โดยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลให้ค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงสินค้าต้นน้ำอย่างปุ๋ยและสารเคมีที่ผลิตในแถบอ่าวเปอร์เซียทำให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทั่วโลกเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ จะส่งผลให้แนวโน้มการค้าชายแดนและผ่านแดนยังคงหดตัวอยู่ในระยะสั้น

 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์

ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. ยอดขายรถยนต์ก.พ.ดิ่ง จับตา 'สงคราม' ดันราคาขยับ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2569)

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทั้งสิ้น 117,952 คัน ลดลง 0.37% จากเดือนมกราคม 2569 แต่เพิ่มขึ้น 3.43% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ 2 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 236,338 คัน เพิ่มขึ้น 6.87% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวน 48,242 คัน ลดลง 34.75% จากเดือนมกราคม 2569 และลดลง 2.17% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพราะรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลง 18.56% จากเดือนเดียวกันปี 2568 เพราะสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 และรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลง จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ รวมถึงเหตุการณ์สู้รบยังไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งไทย อาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีก ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.2% กระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย แต่ 2 เดือนแรกปีนี้รถยนต์ยังมียอดขาย 122,218 คัน เพิ่มขึ้น 25.49% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกได้ 81,195 คัน เพิ่มขึ้น 39.02% จากเดือนมกราคม 2569 แต่ลดลง 0.05% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งลดลงเล็กน้อยแค่ 41 คัน ตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเพราะเดือนกุมภาพันธ์ยังไม่มีการสู้รบ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.ส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 จากปี 2567 เท่ากับร้อยละ 21.17 ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับสิ่งที่น่าห่วง คือ ก๊าซจากกาตาร์ขาดแคลนมีผลกระทบต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งต้องดูว่า กาตาร์ยังส่งออกได้หรือไม่ โดยในไลน์การผลิตรถยนต์ในหลักการจะมีสำรองชิ้นส่วนได้ประมาณ 3 เดือนก็น่าจะมีเพียงพอหากไม่มีเหตุการณ์ยืดเยื้อมากกว่านี้ ส่วนราคาขายรถยนต์มีโอกาสปรับสูงขึ้นหลังมีต้นทุนการผลิตทั้งค่าขนส่งโลจิสติกส์ สูงขึ้น 3 เท่า

 

นายพิชิต มิทราวงศ์

กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank

 

3. ดัชนีเชื่อมั่น SME ร่วง เหลือ 50.2 กังวลราคาน้ำมัน-ต้นทุนการผลิตพุ่ง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2569)

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank โดย "ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว." ร่วมกับ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำการสำรวจ "ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 1/2569 และคาดการณ์อนาคต" จากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม 400 ตัวอย่าง โดยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ระดับ 50.2 ลดลงจากไตรมาส 4/2568 ที่อยู่ระดับ 68.9 เนื่องจากมีความกังวลต่อระดับราคาน้ำมันในประเทศที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯกับอิหร่าน ส่งผลเชิงลบด้านต้นทุนการประกอบการ เช่น วัตถุดิบ ค่าขนส่งการดำเนินงาน รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อ/บริการ ผลประกอบการที่ปรับลดลง และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ซึ่งจากที่เอสเอ็มอีกังวลต้นทุนการประกอบการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงให้ความสำคัญกับการจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพไปพร้อมกับการปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อรักษาระดับคำสั่งซื้อให้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ พบว่า กลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และกลุ่มวิสาหกิจรายย่อม (Small) มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจลดลงมากกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) โดยลงมาที่ระดับ 44.4, 49.7 และ 60.3 ตามลำดับ จากไตรมาสที่แล้วเคยอยู่ระดับ 70.3, 61.3 และ 84.2 ตามลำดับ สะท้อนว่ากิจการขนาดเล็กมีความเปราะบางกว่ากิจการขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 2/2569 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความต้องการสินเชื่อ 66.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 93.7% เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอดูสถานการณ์ของสงคราม และนโยบายภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ความต้องการสินเชื่อของเอสเอ็มอีกว่า 62.2% ยังเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อประคองสภาพคล่องและรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก ซึ่งจากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น SME D Bank ได้จัดเตรียมแผนช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีปรับตัวก้าวข้ามวิกฤต ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนธุรกิจระยะยาว รวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพาเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐต่ำสุดรอบ 11 เดือนในมี.ค. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2569)

เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 51.4 ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน จากระดับ 51.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งดัชนี PMI ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจปรับตัวลง ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.4 ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน จากระดับ 51.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิต

อย่างไรก็ตาม ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 51.1 ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน จากระดับ 51.7 ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคบริการอยู่ในภาวะขยายตัว

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)