ข่าวประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

1. กนอ. เปิดตัวโครงการ CIE เดินหน้ายกระดับชุมชนรอบนิคมฯ ปั้นแบรนด์สินค้าคุณภาพ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569)

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดทำโครงการ "ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Community Products by I-EA-T : CIE)" เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเติบโตอย่างทั่วถึง โดย กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนา "ชุมชนรอบนิคม" ให้เติบโตควบคู่กับภาคอุตสาหกรรมอย่างสมดุล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย มีจุดเด่น และมีมูลค่าเพิ่ม สามารถแข่งขันในตลาดได้ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่ง กนอ. มุ่งให้ CIE เป็นมากกว่าโครงการ แต่เป็น 'แพลตฟอร์มการพัฒนา' ที่ช่วยยกระดับชุมชนสู่การเป็นแบรนด์คุณภาพ เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และตลาด เข้ากับศักยภาพของท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ โครงการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ต้องเติบโตควบคู่กับชุมชน โดย กนอ. ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหาร (NFI) กระทรวงอุตสาหกรรม ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถพัฒนาสินค้าได้ตามมาตรฐาน และต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยให้คำแนะนำในการจัดทำแผนธุรกิจ พัฒนาสูตร และกระบวนการผลิตสินค้า พร้อมจัดทำคู่มือการผลิต และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงามถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มมูลค่า และโอกาสทางการตลาดสู่ตลาดโมเดินเทรดต่อไปในอนาคต อันจะเป็นการยกระดับในการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ยังมุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ "CIE" ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าสู่ตลาดคุณภาพ รวมถึงขยายโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและสังคมไปพร้อมกัน ซึ่ง CIE จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการเติบโตดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กนอ. เปิดรับสมัครผู้ประกอบการหรือกลุ่มธุรกิจชุมชนด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ตั้งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร รอบนิคมอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันนี้ - 17 เมษายน 2569 โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจร พร้อมโอกาสในการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดคุณภาพ

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

2. สนค.ชี้สินค้าไทยเจอแข่งดุ เหตุจีนยกระดับสู่ 'เกษตรอัจฉริยะ' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามและวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของจีนอย่างใกล้ชิด พบว่าขณะนี้ จีนกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อยกระดับภาคเกษตรและชนบทให้ทันสมัย มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านแผนปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ (เกษตรอัจฉริยะ) ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เพาะปลูการจัดการผลผลิต ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยหัวใจสำคัญ คือ แผนการจัดตั้งเขตสาธิตเกษตรสมัยใหม่ 500 แห่ง ภายในปี 2573 ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมธัญพืช 2. การเลี้ยงสัตว์ 3. อุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีศักยภาพ 4. การเกษตรอัจฉริยะ 5. การเกษตรในเมือง และ 6. การเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นต้นแบบการพัฒนาที่สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของจีนสู่ความทันสมัยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ อาจส่งผลให้สินค้าเกษตรพื้นฐาน ของไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง และข้อจำกัดทางการค้ามากขึ้นในระยะยาว แต่วิกฤตดังกล่าวยังแฝงด้วยโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรคุณภาพสูง สินค้าแปรรูป และสินค้าเฉพาะทางที่ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิอากาศและความเชี่ยวชาญ อาทิ ผลไม้เขตร้อน อาหารแปรรูป ซึ่งยังเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางของจีน อีกทั้งการเชื่อมโยงเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูปและระบบโลจิสติกส์ของจีน ยังเอื้อต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่สามารถตอบโจทย์ห่วงโซ่มูลค่าในตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดจีนท่ามกลางความท้าทายใหม่ หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจเชิงลึก โดยเร่งใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการดึงดูดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแม่นยำจากจีนเข้ามาต่อยอดภาคการผลิตของไทย ผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม อาทิ การจัดเวทีจับคู่พันธมิตรทางเทคโนโลยี การส่งเสริมการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูง การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายการกระจาย สินค้าเข้าสู่ช่องทางตลาดสมัยใหม่ของจีนโดยตรง และต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการค้า ด้วยการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เหนือกว่าข้อกำหนดพื้นฐาน เพื่อสร้างความแตกต่างและหนีการแข่งขันด้านราคา

 

นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา

นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย

 

3. เม็ดพลาสติก ราคาพุ่งสายฟ้าแลบทั้งระบบ ของขาดโรงงานป่วนหนัก (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569)

นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดราคาเม็ดพลาสติกประเภทโพลีเอทิลีน (PE) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับ 30–36 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 52–60 บาทต่อกิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ถือเป็นการปรับขึ้นในอัตราที่ “ผิดปกติ” เมื่อเทียบกับในอดีตซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าราคาจะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน ขณะเดียวกัน ปริมาณวัตถุดิบในตลาดปรับลดลงเหลือเพียง 40–50% ของภาวะปกติ จากปัญหาการผลิตในอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ความเสียหายของแหล่งผลิตในภูมิภาค รวมถึงอุปสรรคด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุช ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบปิโตรเคมีทั่วโลกสะดุดอย่างรุนแรง ทั้งนี้ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเม็ดพลาสติกตึงตัว โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ใช้เม็ดพลาสติกเกรดทั่วไป (Commodity Grade) ซึ่งเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตต้นน้ำหันไปจัดสรรกำลังการผลิตให้กับเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษที่ให้มาร์จิ้นสูงกว่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านวัตถุดิบจากตลาดโลก นอกจากนี้ วัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น สารทำละลายสำหรับงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ เริ่มมีสัญญาณปรับขึ้นราคาและตึงตัวตามไปด้วย สะท้อนแรงกดดันที่กำลังลามจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางเสนอให้เม็ดพลาสติกถูกบรรจุ เป็นสินค้าควบคุม ซึ่งอาจกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคานั้น ภาคเอกชนยังมีข้อกังวลต่อแนวทางการบังคับใช้ เนื่องจากเม็ดพลาสติกมีความหลากหลายหลายร้อยเกรด และราคาผันผวนตามตลาดโลกในระยะสั้น ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงวันต่อวัน ทำให้การกำหนดราคากลางหรือกลไกควบคุมราคาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและทำได้ยากในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทยประเมินว่า วิกฤตรอบนี้มีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นภาวะ “ต้นทุนพุ่งพร้อมสินค้าขาด” ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องในวงกว้าง และมีแนวโน้มส่งผ่านแรงกดดันไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งจังหวะการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์การขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุชเป็นสำคัญ หากเส้นทางเดินเรือสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด จึงจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนับหนึ่งการคลี่คลายปัญหาในห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกโลกเมื่อนั้น

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เงินเฟ้อ UK เดือนก.พ.ทรงตัวที่ 3% ขณะเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นแตะ 3.2% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของเดือนมกราคม และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยตัวเลข CPI เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นข้อมูลเงินเฟ้อชุดสุดท้ายก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้น ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมสินค้าในหมวดพลังงาน อาหาร แอลกอฮอล์ และยาสูบ อยู่ที่ระดับ 3.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.1% ในเดือนมกราคม ขณะที่เงินเฟ้อจากการบริการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตลาดจับตาเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดของราคาภายในประเทศ ชะลอตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิงและค่าสาธารณูปโภคของภาคครัวเรือน และยังมีผลกระทบทางอ้อม ผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ BoE ระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายกำลังเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ ผ่านผลกระทบทางอ้อมในการกำหนดค่าจ้างและราคา ซึ่งความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นหากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซออกจากตะวันออกกลาง ยังคงถูกปิดเกือบจะทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งขึ้น ขณะที่สหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการขาดแคลนคลังจัดเก็บก๊าซ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)