ข่าวประจำวันที่ 20 เมษายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. 'วราวุธ' ถกยักษ์จีนดันไทยฐานผลิต NEV (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดโอกาสให้ นายเซดริก ชุย ประธานบริษัทโอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้ Chery Automobile บริษัทด้านเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติจีน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงเข้าพบ เพื่อหารือถึงนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่หลักในภูมิภาค อีกทั้งนโยบายสำคัญคือส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย โดยสนใจเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ของจีน นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะสนับสนุนผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย อีกทั้งจะผลักดันให้เกิดการลงทุนในประเทศด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบ และกระบวนการอนุญาตต่างๆ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู ได้นำเสนอแผนการลงทุนด้านการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ในไทยที่จังหวัดระยอง เพื่อเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ และแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า รองรับการเติบโตของตลาดในประเทศ และส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการก้าวไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) หรือยานยนต์แห่งอนาคต โดยกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากร เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เช่น จัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) แห่งแรกในอาเซียน และห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืนตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ด้วยการบริหารจัดการยานยนต์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนระบบขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และมีความปลอดภัยในอนาคต

 

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

2. DITP นำผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าอาหาร 10 บริษัท ปักหมุดบุกตลาดเมืองลั่วเหอ มณฑลเหอหนาน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569)

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 กรมฯ ได้เดินทางเข้าพบ นายฉิน เป่าเฉียง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเทศบาลเมืองลั่วเหอ ในโอกาสที่รัฐบาลเทศบาลเมืองลั่วเหอ เชิญกรมฯเข้าร่วมงานแสดงสินค้า "China (Luohe) Food Expo ครั้งที่ 23" ในฐานะประเทศแขกกิตติมศักดิ์ ซึ่งกรมฯ ได้นำผู้ประกอบการสินค้าอาหารเข้าร่วมภายใต้คูหาประเทศไทย จำนวน 10 บริษัท โดยในการหารือกับนายฉิน เป่าเฉียง และคณะผู้บริหารเมืองลั่วเหอ ทั้งสองฝ่ายล้วนเห็นตรงกันว่า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า China (Luohe) Food Expo ของไทยครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและเมืองลั่วเหอ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในด้านสินค้าระหว่างวิสาหกิจไทยและวิสาหกิจของลั่วเหอและจีน นำไปสู่การเชื่อมโยงทางการค้าและอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ กรมฯ ได้แจ้งให้ทางเมืองลั่วเหอทราบว่า ไทยมีสินค้าเกษตรที่อุดมสมบูรณ์พร้อมผลักดันการส่งออก โดยหวังว่าในอนาคตจะได้ร่วมมือกับเมืองลั่วเหอ ซึ่งมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร นำสินค้าเข้าสู่ Supply Chain อาหารร่วมกัน โดยในวันเดียวกันยังได้เข้าสำรวจบริษัท ส.ขอนแก่นมีทฟู้ด โปรดักส์ (เหอหนาน) จำกัด และหารือกับบริษัท Weilong Delicious Global Holdings Ltd. บริษัทผลิตขนมขบเคี้ยวรสเผ็ดชั้นนำของจีน ที่เริ่มจากการผลิตขนมแป้งปรุงรสอย่างเดียวจนเติบโตเป็นบริษัทอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวที่ทันสมัย รวมการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่าย ไว้ในระบบเดียว พร้อมยังส่งออกสินค้าไปทั่วโลก เป็นแบบอย่างการนำศักยภาพสินค้าท้องถิ่นสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม บริษัท ส.ขอนแก่นมีทฟู้ด โปรดักส์ (เหอหนาน) จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2567 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ส. ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ของไทย และรัฐวิสาหกิจของจีน เพื่อดำเนินโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ในอำเภออู่หยาง เมืองลั่วเหอ เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคจีน โดยมุ่งสร้างรายได้ 2.2 พันล้านหยวน ภายใน 5 ปี นับเป็นการปักหมุดความร่วมมือในการเชื่อมโยงห่างโซ่อุตสาหกรรมอาหารระดับเอกชนของทั้งสองฝ่ายในเมืองรองศักยภาพอย่างเมืองลั่วเหออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เมืองลั่วเหอ มณฑลเหอหนาน เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองอาหารที่มีชื่อเสียงของจีน มีบริษัทอาหารกว่า 7,000 บริษัท มูลค่าอุตสาหกรรมรวมกว่า 250,000 ล้านหยวน อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลคมนาคมที่เชื่อมโยงโครงข่ายที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก ส่งผลให้มีต้นทุนการขนส่งต่ำ ซึ่งทำให้เมืองลั่วเหอ มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

3. ธุรกิจบริการกวาดรายได้ 12 ล้านล้าน (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าในธุรกิจบริการไทยปี 2568 ว่า ภาคบริการยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่า 11.90 ล้านล้านบาท หรือ 62.7% ของจีดีพี และขยายตัว 3.24% สูงกว่า ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม โดยสาขาบริการที่มีมูลค่าจีดีพีสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ขายส่งและการขายปลีก, การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ มีมูลค่า 3.16 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กิจกรรมทางการเงิน การประกันภัย มูลค่า 1.55 ล้านล้านบาท, ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร มูลค่า 1.19 ล้านล้านบาท, การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า มูลค่า 1.04 ล้านล้านบาท และการศึกษา มูลค่า 0.80 ล้านล้านบาท สำหรับสาขาที่เติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ขายส่งและการขายปลีก, การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ เติบโต 7.47%, การก่อสร้าง 6.45%, กิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 5.66%, การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 4.27% และที่พักแรม และบริการด้านอาหาร 3.75% ทั้งนี้ แม้ว่าธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก ครองสัดส่วนธุรกิจบริการมากที่สุด 237,901 ราย คิดเป็น 38.43% แต่ธุรกิจสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ กำลังมาแรงที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของนิติบุคคลสูงถึง 15%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาคบริการจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก แต่ไทยยังพึ่งพาธุรกิจบริการดั้งเดิมเป็นหลักจึงควรเร่งพัฒนาบริการสาขาใหม่ๆที่มีกำไรเติบโตสูง อาทิ ศิลปะความบันเทิง และนันทนาการ ซึ่งปี 2567 มีกำไรโต 431% และข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร กำไรโตถึง 19% ซึ่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4.  ราคาน้ำมันในกัมพูชาปรับลง หลังอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569)

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เปิดเผยว่า ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงในกัมพูชาปรับตัวลงอีก หลังจากอิหร่านประกาศเปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในประกาศดังกล่าว กระทรวงระบุว่า ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศใหม่ ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาอยู่ที่ 4,950 เรียล (1.24 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อลิตร ลดลง 2.9% จากระดับ 5,100 เรียล (1.28 ดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 5,700 เรียล (1.42 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อลิตร ลดลง 10.9% ตามประกาศดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางด้านตฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า กรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา ได้ให้เงินอุดหนุนประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเงินอุดหนุนดังกล่าวดำเนินการผ่านการปรับลดภาษีนำเข้าและภาษีสำหรับน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการลดภาษีนำเข้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เตาไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ กัมพูชาเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลทั้งหมดจากต่างประเทศ            

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)