ข่าวประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

ข่าวในประเทศ

น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM)

 

1. ดีพร้อมปั้นครีเอทีฟ สแน็ค ดันผู้ประกอบการไทยลุยตลาดโลก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569)

น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fortunebusinessinsights ระบุว่าในปี 2569 มีการคาดการณ์มูลค่าการเติบโตกว่า 22.98 ล้านล้านบาท ส่วนในไทย ข้อมูลจาก K research ก็ระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาด 49,550 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ 1-3% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันสูงจากการมีตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและแนวทางการพัฒนาสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้มากขึ้น ซึ่งภายใต้บริบทการแข่งขันดังกล่าว ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก อาทิ มันฝรั่งและข้าวโพด ขณะที่ไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบ ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณประโยชน์ แต่ยังขาดกระบวนการต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอต่อการแข่งขันใน ตลาดโลก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับ ความสะดวก ความแปลกใหม่ และสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ขนมขบเคี้ยวต้องตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน ดังนั้น ดีพร้อมจึงพัฒนา "โครงการ DIPROM Creative Snack" ขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวไทยรูปแบบใหม่ โดยผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพ ผู้ประกอบการ SMEs อย่างรอบด้าน โครงการนี้ ไม่เพียงมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ยังต่อยอด ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับผู้ประกอบการ และชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางสู่การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันขนมขบเคี้ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง (Value-Based Market)

อย่างไรก็ตาม โครงการมีกลไกการบ่มเพาะความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. การฝึกอบรมปรับพื้นฐานการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ โดยเจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนโดนใจตลาดโลก 2. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาความสร้างสรรค์ของขนมขบเคี้ยวผ่านการวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ 3. การฝึกอบรมด้านการทำแผนงานและการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยถอดอัตลักษณ์แบรนด์สู่การวางกลยุทธ์ Content Marketing การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการวางแผนสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย 4. การศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และ 5. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการในปี 2568 สามารถช่วยผู้ประกอบการให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10% อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 67.8 ล้านบาท และในปี 2569 ดีพร้อม ได้ตั้งเป้ายกระดับผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 17.6 ล้านบาท โดยแต่ละธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10%

 

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์

 

2. ฉงชิ่งตลาดใหม่มันฯ ไทยออเดอร์กว่า 2 พันล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน นำภาคเอกชนไทยในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังรวม 22 ราย เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีนรวม 34 ราย ณ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน เพื่อผลักดัน การส่งออกมันสำปะหลังไทยไปยังตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ไทยยังไม่เคยเจรจาการค้ามาก่อน และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ตะวันตกของรัฐบาลจีน ทั้งนี้ ภายในงานผู้ประกอบการไทยได้เจรจากับผู้นำเข้าจีนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ธุรกิจโลจิสติกส์และ Supply Chain และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ โดยได้แสดงตัวอย่างสินค้า เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพ ของมันสำปะหลังไทย โดยฝ่ายจีนให้การยอมรับในคุณภาพมาตรฐานและแสดงความพร้อมในการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมต่างๆของจีน โดยเกิดการจับคู่ธุรกิจ 163 คู่ คาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี สำหรับสินค้าแป้งมันสำปะหลัง 32,442,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมันเส้นมันอัดเม็ด 30,810,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งสิ้น 63,252,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,087,316,000 บาท นอกจากนี้ จีน เป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของไทย ปัจจุบันการส่งออกไปจีน ยังคงกระจุกตัวอยู่ในแถบตะวันออก ขณะที่ภูมิภาคตะวันตกของจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนประชากรและการพัฒนาเมือง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภค และวัตถุดิบอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ของจีนที่เอื้อต่อการขนส่งจากไทยได้สะดวก ยิ่งขึ้น จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่าย ธุรกิจทางการค้าที่ช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตลาดมันสำปะหลังไปสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งจากนี้กรมฯจะติดตามผลอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยให้เติบโตทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในตลาดที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำคณะผู้ประกอบการไทยศึกษาดูงานด้านโลจิสติกส์ ณ ศูนย์แสดงข้อมูลห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำคัญในจีนตะวันตก เป็นจุดรวมสินค้า กระจายสินค้า และเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) โดยได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งได้เรียนรู้รูปแบบการขนส่งสินค้าที่หลากหลาย ทั้งทางเรือ ราง และถนนที่เชื่อมโยงจีนตะวันตกกับภูมิภาคต่างๆ ทั้งจีนตอนใน อาเซียน เอเชียกลาง และยุโรป ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดจีนตะวันตกได้อย่างสะดวกในเวลาอันสั้น ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. 'เอกนิติ-บีโอไอ' รุกฐาน 'ชิปโลก' ดึงยักษ์สหรัฐลงทุน 'เซมิคอนดักเตอร์' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13-17 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่า จะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่างๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี และต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจ ของเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก ในการเยือนสหรัฐครั้งนี้ นายเอกนิติ และเลขาธิการบีโอไอ ได้รุกหารือ แผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อเชิญชวนให้ขยาย การลงทุนในไทย โดยผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของไทยในหลายมิติ รวมถึงได้หารือกับสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ของโลก (SEMI) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก โดยบีโอไอร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือ เพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก

อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2564-2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 232 โครงการ มูลค่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตของภูมิภาค

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4.  จีนเผยยอดใช้ไฟฟ้า Q1/2569 เพิ่ม 5.2% สะท้อนเศรษฐกิจโตแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569)

สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติจีน (NEA) เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของจีน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบรายปี ในไตรมาสแรกของปี 2569 แตะที่ระดับกว่า 2.51 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดของข้อมูล พบการเติบโตที่แข็งแกร่งในหลายภาคส่วน โดยอุตสาหกรรมปฐมภูมิมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 7.1% ส่งผลให้มียอดการใช้ไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 3.36 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ขณะที่อุตสาหกรรมทุติยภูมิใช้ไฟฟ้าไปประมาณ 1.6 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 4.7% จากเมื่อปีก่อนหน้า โดยอุตสาหกรรมไฮเทคและการผลิตอุปกรณ์มีการเติบโตที่โดดเด่นเป็นพิเศษในภาคส่วนนี้ ด้วยยอดการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ อุตสาหกรรมตติยภูมิมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 8.1% รวมเป็น 4.833 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง โดยภาคบริการชาร์จและสลับแบตเตอรี่มีการใช้ไฟฟ้า 3.76 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง พุ่งสูงขึ้นถึง 53.8% ส่วนภาคบริการข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตใช้ไฟฟ้าไป 2.29 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 44% ซึ่งเฉพาะในเดือนมีนาคม 2569 เพียงเดือนเดียว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าแตะระดับ 8.595 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบรายปี

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของจีนขยายตัว 5% ในไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของสถาบันต่างชาติบางแห่ง และเป็นการตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะพลังขับเคลื่อนที่สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)