ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. วราวุธชงครม.ดึงงบ 477 ล. ช่วยชาวไร่ตัดอ้อยสดเพิ่ม (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 22 เมษายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ว่า ในเร็วๆ นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอให้ ครม. ทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เพื่อขอขยายความช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเพิ่มเติมอีก 4,667 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 6.91 ล้านตัน โดยจะใช้เงินจากงบประมาณเดิมประมาณ 477.04 ล้านบาท จากวงเงินเดิมที่มีอยู่รวม 5,175 ล้านบาท โดยช่วยเหลือชาวไร่อ้อยใน 3 กลุ่ม คือ ชาวไร่อ้อยที่ไม่มีอ้อยเผาแต่มีสิ่งปนเปื้อน (ไม่เกิน 5%) เกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% ให้โรงงานผลิตเอทานอล และเกษตรกรส่งอ้อยสด 100% ให้โรงงานน้ำตาลทรายแดง จากเดิมที่ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มอ้อยสดคุณภาพดี 100% จำนวน 1.26 แสนราย และจ่ายเงินช่วยไปแล้ว 4,687 ล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนของชาวไร่อ้อยที่ไม่มีอ้อยเผาแต่มีสิ่งปนเปื้อน (ไม่เกิน 5%) กำหนดให้หักส่วนเกินออกและจ่ายเฉพาะส่วนดี มี 1,053 คู่สัญญา ปริมาณอ้อย 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% ให้โรงงานผลิตเอทานอล มี 3,505 คู่สัญญาวงเงินช่วยเหลือ 62.34 ล้านบาท ปริมาณอ้อยกว่า 9 แสนตัน และเกษตรกรส่งอ้อยสด 100% ให้โรงงานน้ำตาลทรายแดง 109 คู่สัญญา วงเงิน 3.61 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรณีที่มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานในช่วงฤดูร้อนบ่อยครั้งนั้น ได้กำชับให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยกระดับมาตรการความปลอดภัยและเฝ้าระวังเชิงรุกทั่วประเทศ ส่วน 3 มาตรการหลักที่ต้องนำมาใช้อย่างเข้มข้นเพื่อลดความสูญเสีย บางส่วนดำเนินการไปแล้ว เช่น ออกหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการ และสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นประจำปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งมีมาตรการเชิงรุกโดยลงตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เน้นกลุ่มโรงงานพลาสติก กระดาษ สี และยางรถยนต์ ต้องฝึกอบรมเข้มออนไลน์ทุกเดือน และลงพื้นที่ฝึกซ้อมแผนความปลอดภัยในเขตประกอบการอุตสาหกรรม ตั้งเป้าผู้เข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่า 6,000 รายต่อปี
นายวิทยากร มณีเนตร
อธิบดีกรมการค้าภายใน
2. 'พาณิชย์' คุมพลาสติก 5 ชนิด (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 22 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกว่า การประชุมครั้งนี้ ได้เชิญผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติก รวมถึงผู้ประกอบการที่นำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ เข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง โดยร่วมกันพิจารณา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเหมาะสมของกลุ่มสินค้าเป้าหมาย สถานการณ์ด้านปริมาณสินค้า ระดับราคา และรูปแบบการรายงานข้อมูลให้กรมฯ ใช้ประกอบการติดตามกำกับดูแล เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาดหรือการกักตุนสินค้า ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบกำหนดสินค้าเป้าหมาย 5 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 1. กล่องพลาสติก 2. ถุงแกงและถุงร้อน-เย็น 3. ถุงหูหิ้วและถุงพลาสติกทั่วไป 4. ถุงขยะ และ5. ถุงบรรจุสินค้าเกษตร เช่น ถุงปุ๋ยและถุงกระสอบ โดยทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าวครอบคลุมสินค้าพลาสติกจำเป็นเบื้องต้นมากกว่า 40% ของการใช้งานในปัจจุบัน โดยให้ผู้ประกอบการดังกล่าว ต้องรายงานข้อมูลเม็ดพลาสติกในกลุ่มสินค้าเป้าหมายทุกสัปดาห์ซึ่งจะรายงานทุกวันพุธ ขณะที่ข้อมูลการนำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์จะรายงานทุก 15 วัน เพื่อให้กรมฯ ได้เห็นภาพต้นทุนและสถานการณ์สินค้าได้ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง และนำไปใช้กำหนดมาตรการที่เหมาะสม โดยกรมคาดว่าจะมีผู้ประกอบการที่ต้องรายงานข้อมูลให้ครอบคลุมประมาณ 70% ของแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มด้านปริมาณและราคา โดยเฉพาะในส่วนของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีจำนวนมาก ขณะที่ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งหลังจากหารือ กรมฯ จะรวบรวมผลการหารือ และรายงานข้อมูลชุดแรกเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในส่วนสถานการณ์ปริมาณสินค้า ภาคเอกชนให้ข้อมูลตรงกันว่าปัจจุบันปริมาณเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกโดยรวมยังอยู่ในระดับเพียงพอ และคาดว่าจะมีใช้ได้ต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2569 โดยในส่วนของราคา ยังจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนตามสถานการณ์โลกและปัจจัยด้านการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว นอกจากนี้ กรมได้หารือถึงแนว ทางการลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นในบรรจุภัณฑ์ และการผลักดันการ ใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนผ่านการคัดแยกและรีไซเคิล โดยมีแนวคิดให้จัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการให้ครอบ คลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมต่อไปด้วย
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
3. กนอ.ผนึกกำลังดับเบิ้ลพี แลนด์ ปั้น EV Cluster ระบบเก็บพลังงาน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 เมษายน 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยได้ลงนามกับ บริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด ในบันทึก ข้อตกลงแนบท้ายสัญญาร่วมดำเนินงานขยาย พื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ (ส่วนขยาย) โดย กนอ.เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการนิคมฯ ฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ซึ่งเป็นโครงการระบบกักเก็บพลังงาน และ EV Cluster ที่สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ทั้งนี้ ทางด้านนางนิภา รุกขมธุร์ รองผู้ว่าการ (ยุทธศาสตร์) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า การขยายพื้นที่ในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากมติคณะกรรมการ กนอ. เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ต้องการรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ โดยโครงการตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ในตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 3702 และอยู่ห่างจากจุดพักรถมอเตอร์เวย์ 1 กิโลเมตร โดยการขยายพื้นที่นั้นจะเป็นการนำพื้นที่เดิม 1,181 ไร่ มาผนวกรวมกับส่วนขยายอีกประมาณ 691 ไร่ ส่งผลให้โครงการมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,872 ไร่ ใช้เงินลงทุนในพื้นที่ส่วนขยายประมาณ 1,920 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมูลค่าการลงทุนในโรงงานได้สูงถึง 5,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ถึง 3,535 คน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านน.ส.กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา กรรมการบริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด กล่าวว่า โครงการนิคมฯฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ (ส่วนขยาย) มีระยะเวลาพัฒนาโครงการ 2 ปี หลังจากได้รับการประกาศเขตนิคมฯส่วนขยาย และคาดว่าจะพร้อมเปิดดำเนินการ เต็มรูปแบบในปี 2571
ข่าวต่างประเทศ
4. ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าปีงบฯ 68 ทะลุ 1.7 ล้านล้านเยน ขาดดุลต่อเนื่องปีที่ 5 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 22 เมษายน 2569)
กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 1.71 ล้านล้านเยน (ราว 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีงบประมาณ 2568 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2569) นับเป็นการขาดดุลต่อเนื่องปีที่ 5 โดยปัจจัยหลักมาจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งฉุดยอดส่งออกรถยนต์ให้ทรุดหนัก ถึงแม้ภาพรวมการส่งออกตลอดปีงบประมาณ 2568 ขยายตัว 4% โดยได้อานิสงส์จากความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ยอดส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ กลับหดตัว 6.6% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยเฉพาะรถยนต์ที่ยอดส่งออกดิ่งลงถึง 15.9% ส่วนยอดนำเข้าโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5% ตามอุปสงค์อุปกรณ์สื่อสาร ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้รีดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นสูงถึง 27.5% เมื่อเดือนเมษายน 2568 ก่อนที่รัฐบาลโตเกียวและวอชิงตันจะบรรลุข้อตกลงการค้า และหั่นภาษีลงเหลือ 15% ในเดือนกันยายน ซึ่งอัตราดังกล่าวยังคงสูงกว่าระดับ 2.5% ในยุคก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 6 เท่าตัว นอกจากนี้ หากพิจารณาเฉพาะเดือนมีนาคม 2569 ญี่ปุ่นกลับมามียอดเกินดุลการค้า 6.67 แสนล้านเยน พุ่งขึ้น 25.9% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบขยับขึ้น 2.4% เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3
อย่างไรก็ตาม ทางด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นถึงประเด็นผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมันท่ามกลางภาวะสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำกับอิหร่านว่า ข้อมูลรอบนี้ครอบคลุมเฉพาะปริมาณน้ำมันที่ส่งมอบจากตะวันออกกลางก่อนการโจมตีจะปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งจัดหาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานแล้ว
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)