ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ตั้งกองทุนแสนล้าน 'วราวุธ' กางแผนพลิกโฉมอุตฯ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงนโยบายการบริหารงาน ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีแผนจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม วงเงินประมาณแสนล้านบาท แต่จะทยอยทำเป็นเฟส รูปแบบกองทุนจะดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุน ภายในสัปดาห์นี้จะหารือกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เป็นรายแรก เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ให้เงินทุน และคำแนะนำทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เนื่องจากเป้าหมายของกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต้องการช่วยเอสเอ็มอีรายเล็กที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมในอนาคต และปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เป็นต้น ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนด้วยหลักการ "ONE MIND" หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสารและทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) โดย "เสาแรก" People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วย ช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานการณ์แบบรายเดือน "เสาที่ 2" Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV แพทย์และสุขภาพ ผลักดัน 5 กลุ่ม อุตสาหกรรมอัจฉริยะ New Engine เปลี่ยนข้าว-ยาง-มัน เป็นสินค้าพรีเมียม ดันไทยเป็น Medical Food Hub เอเชีย ยกระดับสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผลักดันผ้าไทยสู่แบรนด์สากล รวมถึงดิจิทัล จะดึงเม็ดเงินลงทุน Data Center & Cloud Services ระดับโลก สุดท้ายอุตสาหกรรมสีเขียว เร่งสร้างระบบนิเวศ EV และระบบซื้อขายคาร์บอน "เสาที่ 3" Legal Reform ที่เรียกว่าราชการทันใจ คือ จะปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD มีกฎหมาย 2 ฉบับที่จะปรับปรุง คือ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ เบื้องต้น จัดตั้งคณะทำงานกฎหมายของกระทรวง ให้ประชุมทุกสัปดาห์ และ "เสาที่ 4" Minister's Passion คือ โจทย์สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบาย ผู้สูงอายุ และคนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอิสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการ EEC ส่วนกลไกใหม่สำคัญที่จะผลักดันคือการตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับสภาพัฒน์ และ BOI พร้อมผลักดันการจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุน SME รวมทั้งการรีสกิล และอัปสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ และตลาดคาร์บอนเครดิต รองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สำหรับ Passion คือ การตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนความท้าทายเรื่อง สิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัยให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ของคนไทยทุกคน สำหรับมุมมองกระทรวงอุตสาหกรรมต้องย้ำว่าไทย คือ ความมั่นคงทางด้านอาหาร จึงต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร
นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์
รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. SUBCON Thailand 2026 เดินหน้าเชื่อมสู่ Supply Chain โลก รับเม็ดเงินลงทุนทะลุ 1.87 ล้านล้านบาท (ที่มา:แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569)
นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและจัดหาชิ้นส่วนศักยภาพสูงของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล บีโอไอจึงเดินหน้าทำหน้าที่มากกว่าการส่งเสริมการลงทุน แต่เป็น “ผู้เชื่อมโยงโอกาส” สู่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ผ่านหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ SMEs มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) การพัฒนาทักษะแรงงาน และการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อระดับโลก สำหรับงาน SUBCON THAILAND 2026 ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ผู้ผลิตไทยเข้าสู่ Supply Chain โลกอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าซื้อขายกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจยุคใหม่ ฐนิตากล่าวเพิ่มเติมว่า ในงาน SUBCON Thailand ปีนี้ บีโอไอยังได้จัดงาน BOI Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “Thailand: Driving Toward Smart and Green Mobility” เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคตและระบบการผลิตอัจฉริยะ นอกจากนี้ ในบริบทที่อุตสาหกรรมโลกให้ความสำคัญกับการแข่งขันควบคู่กับความยั่งยืน บีโอไอยังมีแนวทางเชิงรุกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ยกระดับสู่การเป็น Smart & Green Industry ทั้งในด้านการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ การปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล ด้านนายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และระบบอัตโนมัติ ยังคงเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและการผลิตอัจฉริยะ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านการแข่งขันด้านต้นทุน การผลิตในระดับ Economy of Scale รวมถึงการแข่งขันจากผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไทยยังมีจุดแข็งในด้านความยืดหยุ่น คุณภาพ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งหากได้รับ “โอกาส” และ “การเชื่อมโยงที่เหมาะสม” ก็สามารถยกระดับเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมใหม่ได้ ด้านนายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของงานเกิดจากความร่วมมือระหว่างบีโอไอ สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ซึ่งช่วยผสานจุดแข็งของแต่ละภาคส่วน เราไม่ได้สร้างเพียงงานแสดงสินค้า แต่เรากำลังสร้าง ‘Ecosystem Platform’ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของอุตสาหกรรม” สำหรับปีนี้ งาน SUBCON Thailand 2026 จะจัดร่วมกับ 4 งานอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ INTERMACH, Plastics & Rubber Thailand, Future Mobility Thailand และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ซึ่งจะทำให้เกิดแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งระบบการผลิต เทคโนโลยี และซัพพลายเชนในที่เดียว
นายนาวา จันทนสุรคน
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ดัชนีอุตฯ เดือนมี.ค.ทรุด สงครามดันต้นทุน-ค่าขนส่งพุ่ง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569)
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 88.6 ลดลงจาก 90.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีสาเหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งสูงขึ้น กดดันต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังกระทบการส่งออกไปตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์ไม้ อีกทั้งราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นแตะ 40.74 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 36.07% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนขนส่ง เกษตร และอุตสาหกรรม เพิ่มสูงขึ้น และยังเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่ กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จากผลการสำรวจผู้ประกอบการ 1,311 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. พบว่า ปัจจัยที่กังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 71.9% , เศรษฐกิจโลก 69.8% , เศรษฐกิจในประเทศ 57.7% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 21.4% ส่วนปัจจัยที่กังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก 43.8% , นโยบายภาครัฐ 33.6% และการเข้าถึงสินเชื่อ 24.8%ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 95.9 ปรับตัวลดลงจาก 97.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีปัจจัยกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งความขัดแย้งตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าไฟฟ้า Ft) งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเตรียมออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานลักษณะเฉพาะกลุ่ม โดยผู้ประกอบการมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังนี้ 1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซล 2. ส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานและสนับสนุนการรวมกลุ่มขนส่ง รวมทั้งการบริหารเที่ยววิ่งขากลับ ลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่ง และ 3. ระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ใช้ภายในประเทศ
ข่าวต่างประเทศ
4. GDP เกาหลีใต้ขยายตัว 1.7% ใน Q1/69 โตเร็วสุดในรอบกว่า 5 ปี อานิสงส์ส่งออกแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569)
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของเกาหลีใต้ ขยายตัว 1.7% ในไตรมาส 1/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2563 และสูงกว่าที่ BOK คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.9% ซึ่ง BOK ระบุว่า แม้วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ แต่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในไตรมาสแรกยังสามารถเติบโตได้รวดเร็วที่สุดในรอบ 5 ปีครึ่ง โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่มีความยืดหยุ่น
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเกาหลีใต้ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชียหดตัวลง 0.2% ในไตรมาส 1/2568 ก่อนจะกลับมาขยายตัวที่ระดับ 0.7% ในไตรมาส 2 และขยายตัว 1.3% ในไตรมาส 3 แต่เศรษฐกิจกลับอ่อนแรงลงอีกใน ไตรมาส 4 โดยปรับตัวลง 0.2% ท่ามกลางการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกที่อ่อนแอและการชะลอตัวในภาคการก่อสร้างส่วนตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัว 1%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)