ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. พาณิชย์จับมือบิ๊กเอกชนไทยปั้น SME บุกเวียดนาม เชื่อมส่งออกจีน (ที่มา: เนชั่นออนไลน์, ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะหารือร่วมกับภาคเอกชนไทยในเวียดนาม อาทิ Central Retail Vietnam, C.P. Vietnam, SCG, Amata Vietnam, WHA Vietnam, Super Energy, กลุ่ม Power & Energy Working Group (PEWG) และธนาคารกสิกรไทย รวมถึงผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (Thai Cham) ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงฮานอย เพื่อติดตามสถานการณ์การค้า การลงทุน และแนวโน้มเศรษฐกิจในเวียดนาม พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าไปสนับสนุนและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทยในเวียดนามถือเป็นกำลังสำคัญที่ประสบความสำเร็จในหลายสาขา ทั้งภาคการผลิต นิคมอุตสาหกรรม และค้าปลีก จึงได้ขอความร่วมมือให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยงและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยที่ต้องการเข้ามาลงทุนหรือขยายตลาดในเวียดนาม ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จะเร่งผลักดันการสร้างการรับรู้สินค้าไทยผ่านตราสัญลักษณ์สำคัญ เช่น Thai SELECT และ Thailand Trust Mark เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในต่างประเทศ นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดหล่างเซิน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-เวียดนาม และติดตามสถานการณ์การขนส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ ซึ่งมีปริมาณการส่งออกสูง และจังหวัดหล่างเซินถือเป็น “จุดยุทธศาสตร์สำคัญ” เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับจีน และเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม สำหรับวันที่ 24 เมษายน 2569 นี้ คณะมีกำหนดลงพื้นที่ด่านสากลหูหงิ จังหวัดหล่างเซิน เพื่อสำรวจเส้นทางโลจิสติกส์ และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Viettel Logistic Park ผู้บริหารด่านชายแดน รวมถึงหน่วยงานฝั่งจีนในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการส่งออกสินค้าไทยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกร และ SME ไทย ว่าสามารถขยายตลาดและบริหารจัดการการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
นายวิทยากร มณีเนตร
อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)
2. พณ.กางแผนบริหาร 'ปาล์ม' ดันยอดใช้ 'ไบโอดีเซล' พยุงราคา (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับหนังสือจากตัวแทนเกษตรกรกลุ่มชาวสวนปาล์มน้ำมัน จังหวัดปทุมธานี พร้อมเครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันจากภาคกลางและภาคใต้ ที่เข้ายื่นต่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลงเร็ว ล่าสุดอยู่ที่ 6.60-7.20 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) รวมถึงเสนอให้ภาครัฐเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ผ่านน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต ลดความผันผวนของราคา นอกจากนี้ยังเสนอให้กำกับดูแลกลไกรับซื้ออย่างเข้มงวด เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยและค่าขนส่ง พร้อมขอความชัดเจนด้านนโยบายทั้งระบบ ทั้งการใช้ในประเทศ การส่งออก และการใช้ในภาคพลังงาน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์มอย่างเหมาะสม การบริโภคในประเทศยังคงเดิม แต่เพิ่มการใช้ในภาคพลังงาน จากเดิม 70,000 ตัน เป็น 100,000-110,000 ตัน โดยรับทราบจากกรมธุรกิจพลังงานว่ามีแผนเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นอีก ปัจจุบันมีจุดจำหน่าย 100 แห่ง และสิ้นเดือนเมษายนนี้จะเพิ่มเป็น 200 แห่ง และจะเพิ่มจุดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับปริมาณการใช้ในภาคขนส่ง ส่วนการส่งออก ยืนยันว่าไม่ได้ห้าม ปัจจุบันยังมีการส่งออกได้ตามปกติ โดยใช้การกำกับดูแลผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล โดยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สะดวกขึ้น และผู้ประกอบการยังสามารถส่งออกได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ราคาผลปาล์มยังปรับลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่ลดลง จากระดับ 40 บาท เหลือราว 36 บาทต่อ กก. กรมจึงสั่งการไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ในพื้นที่แหล่งผลิต ให้ตรวจสอบตั้งแต่ลานเท โรงงานสกัด จนถึงปลายทาง เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกราคา หลังพบข้อร้องเรียนว่าราคารับซื้อลดลงเร็ววันละ 40-50 สตางค์ แต่ปรับขึ้นช้า รวมถึงจะลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อและการวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน หากพบการกดราคา หรือเอาเปรียบเกษตรกร จะดำเนินการตามกฎหมายทันที เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม
นางสาวปณิตา ชินวัตร รักษาการ
ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
3. ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีทรุด (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569)
นางสาวปณิตา ชินวัตร รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประจำเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ปรับตัวลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์มาอยู่ที่ระดับ 48.2 ต่ำกว่าค่าฐานที่ระดับ 50.0 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบในแต่ละด้าน พบว่ากำไรปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 47.7 ขณะที่ต้นทุนปรับตัวลงมาอยู่ที่ 37.3 หรือลดลง 5.2 สะท้อนถึงแรงกดดันจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อเนื่องถึงคำสั่งซื้อและปริมาณการผลิตชะลอตัวลงที่ 6.4 และ 1.8 ตามลำดับ ส่วนแรงงานยังคงมีความเชื่อมั่น เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงพยายามรักษาฐานแรงงานเดิมเพื่อประคองการดำเนินธุรกิจในระยะนี้ โดยเอสเอ็มอีต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในด้านการลดต้นทุน ควบคู่กับการเสริมศักยภาพให้กิจการปรับตัวได้ และการเติมสภาพคล่อง เพื่อพยุงธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 49.3 ซึ่งปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า 3.5 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านต้นทุน ส่งผลให้ภาพรวมเอสเอ็มอีต้องเผชิญกับแรงกดดัน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความกังวลว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ ส่งผลให้เอสเอ็มอีขาดสภาพคล่องและทุนสำรองที่มีจะอยู่ได้ราว 3-6 เดือนเท่านั้น
ข่าวต่างประเทศ
4. ดัชนี PMI รวมขั้นต้นยูโรโซนเม.ย.หดตัว สงครามอิหร่านดันต้นทุนพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 เมษายน 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซน หดตัวลงสู่ระดับ 48.6 ในเดือนเมษายน 2569 จาก 50.7 ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 50.1 ซึ่งดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ กิจกรรมทางธุรกิจในยูโรโซน เข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างไม่คาดคิดในเดือนเมษายน หลังได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่านที่บั่นทอนความต้องการสินค้าและบริการ ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 2 เดือนก่อน ส่งผลให้ดัชนีราคาปัจจัยการผลิตทะยานขึ้นสู่ระดับ 68.4 ในเดือนเมษายน จาก 65.3 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 สำหรับกิจกรรมในภาคบริการซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของยูโรโซนได้รับผลกระทบหนัก โดยดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นร่วงลงสู่ระดับ 47.4 ในเดือนเมษายน จากระดับ 50.2 ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 49.8 ขณะที่ความต้องการใช้บริการปรับตัวลดลงในอัตราที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 โดยดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลงสู่ระดับ 46.3 จาก 48.6 ในเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.2 ในเดือนเมษายน จากระดับ 51.6 ในเดือนมีนาคม สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ 50.9 โดยดัชนีที่วัดค่าผลผลิตขยับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 52.2 จาก 52.0 แต่ในขณะเดียวกัน โรงงานต่างๆ ต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยดัชนีราคาปัจจัยการผลิตในภาคการผลิตทะยานขึ้นสู่ระดับ 76.9 จาก 68.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยแรงกดดันด้านราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดการเงินเริ่มคาดการณ์มากขึ้นว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2569 นี้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)