ข่าวประจำวันที่ 27 เมษายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

1. ยอดตั้ง-ขยายโรงงานพุ่ง ไตรมาสแรกปี 69 มูลค่าลงทุนเพิ่ม 207% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 เมษายน 2569)

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในมิติต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ โดยในส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ตนได้ขับเคลื่อนด้วยหลักการ "ONE MIND" หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสาร และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อนการลงทุน คือ การปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้เดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างถาวร ด้านนายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า ช่วงไตรมาสแรกปี 2569 (มกราคม - มีนาคม 2569) มีโรงงานขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ (ร.ง.4) และขยายกิจการรวมกว่า 253 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าลงทุนสูงถึง 1.93 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 207% จากช่วงเดียวกันปี 2568 ที่มีการลงทุนอยู่ที่ 6.3 หมื่นล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ไตรมาสแรกปี 2569 มีการขออนุญาตตั้งโรงงานใหม่ 149 โรงงาน มูลค่าลงทุน 3.12 หมื่นล้านบาท เกิดการจ้างงานใหม่ 5.2 พันอัตรา โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการขออนุญาตประกอบกิจการที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์โลหะ มูลค่าลงทุน 2.58 พันล้านบาท 2. ผลิตภัณฑ์พลาสติก มูลค่าลงทุน 1.95 พันล้านบาท 3. ผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล มูลค่าลงทุน 1.6 พันล้านบาท 4. อาหาร มูลค่าลงทุน 1.4 พันล้านบาท และ 5. ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ มูลค่าลงทุน 1.2 พันล้านบาท ขณะที่การขยายโรงงานไตรมาสแรกปี 2569 มีการขออนุญาตขยายโรงงาน 104 โรงงาน มูลค่าขยายการลงทุน 1.62 แสนล้านบาท เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 3.8 หมื่นอัตรา กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการขออนุญาตขยายโรงงาน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล มูลค่าขยายลงทุน 5.19 หมื่นล้านบาท 2. ผลิตยานพานะและอุปกรณ์ รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ มูลค่าขยายลงทุน 2.21 หมื่นล้านบาท 3. ผลิตภัณฑ์อโลหะ มูลค่าขยายลงทุน 1.47 หมื่นล้านบาท 4. ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ มูลค่าขยายลงทุน 9.5 พันล้านบาท และ 5. ยางและผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่าขยายลงทุน 6.39 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไตรมาสแรกของปี 2569 มีโรงงานขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ (ร.ง.4) และขยายกิจการ 70 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าลงทุน 2.51 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 204% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2568 ที่มีการลงทุนอยู่ที่ 8.27 พันล้านบาท โดยพบว่าจังหวัดชลบุรี มีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ร.ง.4 และขยายกิจการมากที่สุด 47 โรงงาน มูลค่าลงทุน 1.65 หมื่นล้านบาท มีการจ้างงาน 1.62 หมื่นอัตรา ถัดมาเป็นจังหวัดระยอง 12 โรงงาน มูลค่าลงทุน 2.91 พันล้านบาท มีการจ้างงาน 891 อัตรา และจังหวัดฉะเชิงเทรา 11 โรงงาน มูลค่าลงทุน 5.69 พันล้านบาท มีการจ้างงาน 2.79 พันอัตรา สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายโรงงาน มูลค่าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ มูลค่าลงทุน 1 หมื่นล้านบาท 2. ผลิตยานพานะและอุปกรณ์ รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ มูลค่าลงทุน 3.56 พันล้านบาท และ 3. ผลิตภัณฑ์พลาสติก มูลค่าลงทุน 2 พันล้านบาท

 

นายจุฬา สุขมานพ

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) 

 

2. สกพอ.เดินหน้าแผนพัฒนาอีอีซี 5 ปี วาง 4 กรอบตอบโจทย์ความต้องการพื้นที่ (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 27 เมษายน 2569)

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)  เปิดเผยว่า ได้มีการการประชุมชี้แจงโครงการจัดทำแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนา EEC โดยเน้นย้ำแผนพัฒนาฉบับใหม่ที่เริ่มใช้ปี 2571-2575 เน้นตอบโจทย์การใช้ประโยชน์ของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ ทั้งนี้ สกพอ.ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการที่ส่วนกลางเป็นผู้กำหนด มาเป็นการรับฟังความคิดเห็นเชิงลึกจากประชาชนในพื้นที่เพื่อให้แผนงานตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมแท้จริง นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายว่าประโยชน์จากการพัฒนาที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานต้องตกถึงมือประชาชนในพื้นที่สูงสุด สำหรับ (ร่าง) กรอบแนวทางการพัฒนา EEC ปี 2571-2575 ประกอบด้วย 4 แผนงานสำคัญ ได้แก่ 1. แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแผนแม่บทหลักที่กำหนดทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์การพัฒนาในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เห็นภาพเป้าหมายการพัฒนาร่วมกัน 2. แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาพรวม มุ่งเน้นการกำหนดการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน โดยแผนนี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นผังเมืองเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต 3. แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภครอบคลุมการพัฒนาด้านคมนาคม ขนส่ง พลังงานสะอาด ระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับคุณภาพชีวิต และ 4. แผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One-Stop Service) หรือ "OSS" ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปการบริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และสร้างความสะดวกในการติดต่อประสานงานสำหรับทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

อย่างไรก็ตาม การจัดทำรายละเอียดทั้ง 4 แผน ทำควบคู่กันเพื่อให้เชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นแนวคิดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หรือ People-centric ที่ยึดถือประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ นอกจากนี้ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมถึงปัจจัยภายนอกที่เป็นความท้าทายใหม่ (New Normal) ที่จะ กระทบ EEC เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความผันผวนเศรษฐกิจโลก และการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งต้องวางแผนพลังงานสะอาดและระบบหล่อเย็นอย่างเป็นระบบ ขณะที่ภาคเอกชนสะท้อนเสียงความต้องการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นมากขึ้น

 

ดร.ปณิตา ชินวัตร

รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. รักษาการแทนผู้อำนวยการ

 

3. สสว.เปิดตัว "SME Scoring" เครื่องมือใหม่ ประเมินศักยภาพธุรกิจ SME สู่เวทีสากล (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 27 เมษายน 2569)

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. รักษาการแทนผู้อำนวยการ เปิดเผยว่า "SME Scoring" เป็นเครื่องมือที่ไม่เพียงช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจธุรกิจของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ยังสามารถเปรียบเทียบศักยภาพด้านการผลิต ผลกำไร และภาพรวมของกิจการกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลของผู้ใช้งานในระบบ ช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปวางแผนพัฒนาและต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีทิศทาง และเติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่ง SME Scoring รองรับผู้ประกอบการทุกช่วงของธุรกิจ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การขยายกิจการ ไปจนถึงผู้ที่ต้องการปรับปรุงและพัฒนาองค์กร โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 4 ภาคธุรกิจหลัก ได้แก่ ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคเกษตร ครอบคลุมการประเมิน 8 มิติสำคัญ เช่น ความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการการเงินและบัญชี การตลาดและกลยุทธ์ กฎหมาย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลประกอบการ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ระบบยังถูกออกแบบในลักษณะ Sector-based เพื่อให้ สสว. สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ประกอบการในแต่ละภาคธุรกิจ ช่วยให้การวางแผนสนับสนุน ออกแบบโครงการ และคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าสู่โครงการต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการจริงมากยิ่งขึ้น พร้อมผลักดัน SME ไทยสู่การแข่งขันในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม สสว. คาดว่า SME Scoring จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยปลดล็อกศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถนำข้อมูลไปใช้พัฒนาธุรกิจได้อย่างมีคุณภาพ และก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้าประเมินศักยภาพธุรกิจของตนเองได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข่าวต่างประเทศ

4.  กำไรภาคอุตสาหกรรมจีนเดือนมี.ค.พุ่ง 15.8% แม้สงครามอิหร่านดันต้นทุนวัตถุดิบสูง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 เมษายน 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า กำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมจีนพุ่งขึ้น 15.8% ในเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ (มกราคม - กุมภาพันธ์) ที่ปรับตัวขึ้น 15.2% ส่วนตลอดไตรมาส 1/2569 กำไรของภาคอุตสาหกรรมจีนปรับตัวขึ้น 15.5% ทำสถิติเติบโตรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กำไรของภาคอุตสาหกรรมจีนยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางทำให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญภาวะชะงักงันและส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ กำไรของภาคอุตสาหกรรมจีนสามารถปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งกดดันอัตรากำไรของผู้ผลิตที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายงานที่ NBS เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาสินค้าหน้าประตูโรงงาน เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 บ่งชี้ถึงการสิ้นสุดภาวะเงินฝืดที่จีนเผชิญมาเป็นเวลานานหลายสิบปี

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)