ข่าวประจำวันที่ 28 เมษายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. "วราวุธ" หารือ World Bank ดัน SMEs-อุตสาหกรรมสีเขียว หนุนเศรษฐกิจยั่งยืนไทย (ที่มา: สยามรัฐ, ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้ให้การต้อนรับ นายอเลฮานโดร อัลคาลา เกเรซ ผู้จัดการ                     ฝ่ายปฏิบัติสำหรับประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก (World Bank) และคณะ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการผลักดัน SMEs ไทย โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย ณ ห้องรับรอง สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อการเติบโตเป็นฐานการผลิต EV ของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังหารือถึงแนวทางการพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Market) ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนให้อุตสาหกรรมไทยได้รับประโยชน์จาก Carbon Credit อย่างแท้จริง รวมถึงการสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรลุ Net Zero ตามเป้าหมายที่กำหนด โดย World Bank มีโครงการ Low Carbon Cities ที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือของ World Bank และกระทรวงอุตสาหกรรม จะทำให้เมืองอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในลักษณะ Green Finance ของ World Bank ได้อย่างเหมาะสม

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

2. สนค.จับมือ TDRI ระดมสมอง ยกระดับเครื่องเทศ-สมุนไพรไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สนค.ได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรไทย" โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากภาครัฐ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน อาทิ JLC group (จุฬาเฮิร์บ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธุรกิจผลิตยาสมุนไพร ทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อยกระดับโครงสร้างส่งออกเครื่องเทศและสมุนไพรไทย จากการขายวัตถุดิบไปสู่การขายสินค้าที่มีนวัตกรรม โดยเครื่องเทศและสมุนไพร เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีดัชนีศักยภาพตลาดโลกสูง แม้ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกส่วนใหญ่จะยังกระจุกตัวอยู่ที่วัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งมีมูลค่าต่ำ แต่หากสามารถก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการสกัดสารมาตรฐานในระดับกลางน้ำ และผลักดัน ให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปปลายน้ำขนาดใหญ่ที่มีนวัตกรรมได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านภาคการส่งออกไทยไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ ทางด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายปรับเปลี่ยนสินค้าส่งออกไทยให้มีความทันสมัยและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น สนค. จะมุ่งเป้าศึกษาเชิงลึกในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญและแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจากการส่งออกสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง ซึ่งจะส่งผล เชิงบวกโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและ ความมั่นคงทางอาชีพในระดับท้องถิ่น และการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ในห่วงโซ่ การผลิตโลกนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างงานคุณภาพสูงในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมระดมสมองในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ ความคิดเห็น กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทยก้าวพ้นจากการเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ สู่การเป็นผู้นำในเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) ที่เน้นสินค้ามูลค่าสูงและตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลก ซึ่งการยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรให้เป็นระบบและครบวงจรในระดับสากลนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างงานคุณภาพสูงในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก และขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งและยั่งยืนในอนาคต

 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์

ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. กู้ชีพอุตฯ ยานยนต์ มอเตอร์โชว์-EV ดันยอดขายพุ่ง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569)

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมีนาคม 2569 มีทั้งสิ้น 133,413 คัน เพิ่มขึ้น 13.11 % จากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเพิ่มขึ้น 2.69% จากเดือนมีนาคม 2568 เพราะผลิตส่งออกเพิ่มขึ้นจากการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะที่เพิ่มขึ้น 19.91% และ 3.82% ตามลำดับ ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2569 ผลิตได้ 369,751 คัน เพิ่มขึ้น 5.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เดือนมีนาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 88,651 คัน เท่ากับ 66.45% ของยอดผลิตทั้งหมด ส่งผลให้ไตรมาสแรกปีนี้ ผลิตเพื่อส่งออกได้ 249,343 คัน เท่ากับ 67.44% ของยอดผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 5.78% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนมีนาคม 2569 ผลิตได้ 44,762 คัน เท่ากับ 33.55% ของยอดผลิตทั้งหมด ส่งผลให้ไตรมาสแรกปีนี้ผลิตได้ 120,408 คัน เท่ากับ 32.56% ของยอดผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปีก่อน 4.39% สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวน 59,865 คัน เพิ่มขึ้น 24.09% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยเพิ่มขึ้นจากการส่งมอบรถยนต์ที่จองกว่า 1 แสนคันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจอง 50% ของยอดจอง รวมทั้งรถกระบะดัดแปลง PPV ที่มีบริษัทหนึ่งได้ออกใหม่ช่วงกลางปีที่แล้ว จึงไม่มียอดขายในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมีนาคม 2569 ส่งออกได้ 80,394 คัน ลดลง 0.99% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางลดลง 15.96% จากเดือนมีนาคม 2568 แต่เพิ่มขึ้นในตลาดออสเตรเลีย แอฟริกา ยุโรป เมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยไตรมาสแรกปีนี้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 219,994 คัน ลดลง 1.99% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 53,763.38 ล้านบาท ลดลง 6.36% จากเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 146,219.29 ล้านบาท ลดลง 6.11% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน สำหรับข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนมีนาคม 2569 มีจำนวน 51,037 คัน แบ่งเป็น ประเภทไฟฟ้า (BEV) 10,075 คัน สัดส่วน 19.74% , น้ำมันเบนซิน 10,025 คัน สัดส่วน 19.64% , น้ำมันดีเซล 13,657 สัดส่วน 26.76% , น้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) 16,111 คัน สัดส่วน 31.57% , น้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 1,167 คัน สัดส่วน 2.29% และประเภทอื่นๆ 2 คัน สัดส่วน 0.004%

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4.  จีน-อาเซียนลงนามข้อตกลง FTA ฉบับปรับปรุง รับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569)

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และจีน เปิดเผยว่า ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับปรับปรุงในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ซึ่งครอบคลุมถึงภาคส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยการลงนามดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนเผชิญผลกระทบจากถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงจากสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อตกลงฉบับที่ 3 ที่ทำขึ้นระหว่างอาเซียนและจีน ซึ่งต่างก็เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของกันและกันนั้น ลงนามโดยซาฟรูล อับดุล อาซิซ รัฐมนตรีการค้ามาเลเซีย ในฐานะตัวแทนของอาเซียน และหวังเหวินเทา รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีน ก่อนที่ชาติสมาชิกอาเซียนและจีนจะเริ่มการประชุมสุดยอดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในระหว่างการกล่าวเปิดประชุมเพื่อลงนามข้อตกลง FTA ครั้งนี้ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นสักขีพยานในการลงนามร่วมกับอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ สำหรับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยปัจจัยภายนอกกำลังเข้ามาแทรกแซงในภูมิภาค และหลายประเทศต้องเผชิญกับภาษีที่สูงอย่างไร้เหตุผล

อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลค่าการค้ารวมระหว่างอาเซียนและจีนในปี 2567 มีมูลค่า 7.7094 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.61% จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับผลกระทบจากปรับขึ้นภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อ ต้นเดือนนี้ หลังจากที่จีนประกาศมาตรการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ซึ่งสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนประกอบไปด้วย บรูไน กัมพูชา ติมอร์-เลสเต อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

 

 

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)