ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. หนุนไทยเข้า 'OECD' หวังลดต้นทุน-ดูแลสิ่งแวดล้อม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 เมษายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการโรงงานทั่วประเทศ 76,438 แห่ง และระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อมก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 ตามเจตจำนงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครซึ่งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) ทั้งนี้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทางเทคนิค ร่วมกับคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (CBC) ของ OECD ที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากความเสี่ยง ของสารเคมีและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ นอกจากนี้ ยังรวมถึงป้องกันการสร้างอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร การประหยัดต้นทุนให้แก่ประเทศและอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบการจัดการสารเคมีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงขานรับนโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรอ.ได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ รวม 158 องค์กร ร่วมฟังแนวทางการเตรียมความพร้อม และประโยชน์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตราสาร ภายใต้คณะกรรมการ CBC ให้กับภาครัฐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับความสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อจะยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพยายามเร่งรัดกระบวนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ OECD ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
2. พาณิชย์เตือนผู้ส่งออกไปอียู (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 29 เมษายน 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา สหภาพยุโรป (EU) ได้บังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากเริ่มนำร่องในช่วงเปลี่ยนผ่านมาตั้งแต่ปี 2566-2568 ครอบคลุมสินค้า 6 รายการ ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวที่มีปริมาณเกิน 50 ตันต่อปีต่อราย ต้องซื้อใบรับรอง (CBAM Certificates) เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตของสินค้าที่นำเข้า สำหรับผู้ประกอบการไทยควรจัดเก็บข้อมูลและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่ EU กำหนด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว ควบคู่กับการติดตามข่าวสารและกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU ได้อย่างยั่งยืน หากมีข้อสงสัย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร.02-547-4735 หรือสายด่วนกรม 1385 ทั้งนี้ EU ได้กำหนดการคำนวณค่าชดเชยการปล่อยก๊าซ 2 วิธี คือ 1. คำนวณจากข้อมูลกระบวนการผลิตจริงของสินค้า ซึ่งต้องได้รับการทวนสอบจากหน่วยงานที่ EU รับรองหรือ 2. ใช้ค่ามาตรฐานอ้างอิงตามที่ EU กำหนดไว้โดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานที่มีการปล่อยสูงสุด 10% เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในกรณีที่ผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไม่สามารถคำนวณค่าปล่อยก๊าซที่แท้จริงหรือไม่สามารถรับการทวนสอบได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน จากไทย EU กำหนดให้มีการปรับเพิ่มค่ามาตรฐานฯ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ปี 2569 เพิ่มขึ้น 10%, ปี 70 เพิ่มขึ้น 20% และปี 71 เพิ่มขึ้น 30% ขณะที่สินค้าปุ๋ยของไทยกำหนดให้ปรับเพิ่มค่ามาตรฐาน 1% ต่อปี เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซที่แท้จริง หากยังไม่สามารถคำนวณค่าปล่อยก๊าซที่แท้จริง และยังคงใช้ค่ามาตรฐานแทน ผู้ส่งออกจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นตามอัตราของค่ามาตรฐานที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเก่าที่ปล่อยก๊าซสูง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
3. คลังหั่น GDP โต 1.6% ลุ้น 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันฟื้น (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 29 เมษายน 2569)
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยการแถลงประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลดลงเหลือ 1.6% จากเดิมเดือนมกราคม 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2% สาเหตุหลักมาจากการได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ แม้เผชิญกับความไม่แน่นอนสูง แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนจาก 4 เครื่องยนต์หลัก คือ 1. การส่งออก คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ขณะที่การนำเข้าคาดว่ามูลค่าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.9% สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และผลิตเพื่อส่งออก 2. การบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.3% ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน ส่วนการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% เป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการเร่งรัดการลงทุนจริงต่อเนื่อง และปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต 3. ภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และ 4. เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.% ต่อปี ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.0% ของ GDP
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3. สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง และ 4. ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ในระดับสูง
ข่าวต่างประเทศ
4. เวิลด์แบงก์เตือนสงครามตอ.กลางหนุนราคาพลังงานพุ่ง 24% / ปุ๋ยทะยาน 31% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 29 เมษายน 2569)
ธนาคารโลก เปิดเผยคาดการณ์ว่า ราคาพลังงานอาจพุ่งขึ้น 24% ในปีนี้ สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565 อันเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 16% ทั้งนี้ ในรายงานแนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ฉบับล่าสุด ธนาคารโลกระบุว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของโลกประมาณ 35% ได้ก่อให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกในช่วงแรกราว 10 ล้านบาร์เรล/วัน สำหรับราคาปุ๋ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31% ในปีนี้ โดยมีสาเหตุหลักจากราคายูเรียที่พุ่งขึ้นถึง 60% ขณะที่ราคาของโลหะพื้นฐาน เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง และดีบุก คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนราคาโลหะมีค่า คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 42% จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย โดยรายงานยังระบุว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจเพิ่มสูงขึ้นอีกหากความขัดแย้งทวีความรุนแรง หรือการหยุดชะงักของอุปทานยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายอินเดอร์มิต กิลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และรองประธานอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลก พร้อมเตือนว่าประชากรที่ยากจนจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)