ข่าวประจำวันที่ 1 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. "วราวุธ" ชี้ "แลนด์บริดจ์" ต้องรอบคอบ (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวัน 1 พฤษภาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) แม้จะยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ตนมองว่าหัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดชุมพรและระนองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขนถ่ายสินค้าและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ทางถนน หรือระบบท่อส่ง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรอยู่บนพื้นราบหรือทางยกระดับ ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด และเมื่อเทียบกับการผ่านช่องแคบมะละกา ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องฟังเสียงของประชาชนจังหวัดชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย ในฐานะที่เคยเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงทราบดีว่าตนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากแค่ไหน นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการจะขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในบริเวณดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก แต่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุลเปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุแต่ถ้าเหยียบแต่เบรกประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ได้มอบโจทย์สำคัญให้กับ กนอ. ว่าจะต้องยกระดับมาตรฐานโรงงานในนิคมฯ ให้เป็นต้นแบบแก่โรงงานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการของเสีย น้ำเสีย หรือมลพิษทางอากาศ กนอ. ต้องทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาอยู่ในนิคมฯ แล้ว 1. นักลงทุนจะได้รับการบริการที่ดี และ 2. จะต้องมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากลที่นำไปอวดชาวโลกได้ว่า โรงงานทุกแห่งต้องอยู่ในระบบนิเวศที่ไม่ก่อปัญหากับชุมชน นอกจากนี้ การที่โรงงานมาอยู่รวมกันในนิคมฯ แทนที่จะกระจายตัวอยู่ด้านนอก จะช่วยให้ควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องโลจิสติกส์และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชนที่อยู่โดยรอบ นอกจากนี้ ยังเร่งรัด กนอ. ถึงนโยบาย One Stop Service เพราะการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประสานกับทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยด้วย จึงขอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปทบทวนขั้นตอนภายในกระทรวงฯ ก่อน ว่าจะปรับปรุงระเบียบหรือแก้ไขกฎหมายอย่างไรให้การจัดตั้งโรงงานทำได้เร็วที่สุด เพื่อเป็นต้นแบบให้กระทรวงอื่นๆ เห็นแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

 

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

2. MPI มี.ค. โต 0.75% 'ปิโตรเลียม-ยานยนต์' แรงหนุน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 พฤษภาคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 108.69 ขยายตัวร้อยละ 0.75 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราใช้กำลังผลิตร้อยละ 64.61 ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสแรก ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 102.76 ขยายตัวร้อยละ 0.83 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราใช้กำลังผลิตร้อยละ 61.26 ซึ่งการขยายตัวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์ที่กลับมาขยายตัว โดยอุตสาหกรรมปิโตรเลียมขยายตัวร้อยละ 1.48 และอุตสาหกรรมยานยนต์ขยายตัวร้อยละ 0.55 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัวร้อยละ 21.10 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวน 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ หมูแช่แข็ง มันฝรั่งทอดกรอบ เบียร์ และไส้กรอก ขณะเดียวกันเสถียรภาพและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปอย่างราบรื่นตามกรอบระยะเวลา ได้ส่งผลดีต่อความต่อเนื่องของมาตรการและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า ดังนั้นการติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป โดยปี 2569 คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้ หากสามารถบริหารความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม ทางด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนเมษายน 2569 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น" โดยปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น  ขณะที่ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 มียอดรวม 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 55,572 คัน คิดเป็นร้อยละ 71.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของความต้องการรถยนต์สมัยใหม่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด ทั้งนี้ สศอ. คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลให้การผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ดัชนีอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ของภูมิภาคต่อไป

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

3. สนค.เผยน้ำตาลเสี่ยง 'ล้นตลาด' อินโดฯ ลดนำเข้าแนะหาตลาดใหม่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 พฤษภาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์การค้าสินค้าน้ำตาล พบสัญญาณความท้าทายเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มปริมาณผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทั้งในประเทศและจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่สูงขึ้น ประกอบกับนโยบาย "พึ่งพาตนเอง" ของประเทศคู่ค้าหลักอย่างอินโดนีเซีย เกษตรกรและผู้ประกอบการควรเตรียมแผนรับมือด้านการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเร่งขยายและผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยสู่การแปรรูปมูลค่าสูง โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่การผลิตพลังงานชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆ โดยสัญญาณหนึ่งที่ควรติดตาม คือ นโยบายของอินโดนีเซียที่มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำตาลเพื่อการบริโภค ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มการใช้ผลผลิตภายในประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกน้ำตาลที่สำคัญของไทย จึงอาจต้องพิจารณาการกระจายและหาตลาดส่งออกทดแทนเพิ่มในระยะต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่ผลผลิตอ้อยปี 2568/2569 ของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำฝนเอื้ออำนวย คาดการณ์ปริมาณอ้อยเข้าหีบอาจสูงถึง 98 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ซึ่งหากอินโดนีเซียไม่นำเข้า ย่อมกดดันราคาอ้อยภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและการส่งออกของไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง 2569 คือ อาจเกิดภาวะน้ำตาลล้นตลาด เมื่อปริมาณอ้อยในไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการสินค้าจากตลาดนำเข้าหลักคือ อินโดนีเซียลดลง ประกอบกับอินเดียและบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะกดดันราคาน้ำตาลในตลาดโลก ดังนั้น ไทยอาจมุ่งขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดเอเชียตะวันออก และเอเชียกลางที่ยังมีกำลังซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. สหรัฐเผยดัชนี PCE +3.5% เดือนมี.ค. สอดคล้องคาดการณ์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 1 พฤษภาคม 2569)

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.5% ในเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.8% ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.7% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.2% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 3.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.3% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)             

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)