ข่าวประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. 'วราวุธ' หนุน 'กนอ.' เร่งสร้างเมืองคาร์บอนต่ำ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยภายใต้โครงการ Low Carbon Cites & Carbon Market Development (LCC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ระดับประเทศ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมายการสร้างระบบนิเวศการเงินคาร์บอน หลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ทราบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้ตอบรับเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ในฐานะหน่วยงานนำร่องภาครัฐ (PSOs) ทั้งนี้ระบบนิเวศการเงินคาร์บอน ถือเป็นครั้งแรกของไทยซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินคาร์บอน และตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยโครงการอยู่ในความร่วมมือของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธนาคารโลก ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานหมุนเวียน (RE) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (EE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) บนทรัพย์สินภาครัฐ สำหรับเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือ การวางแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเชื่อมการตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กว่าวว่า เมื่อ กนอ. ตอบรับเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยงานนำร่องภาครัฐจะได้รับสนับสนุนงบประมาณลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งความโดดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่กลไกการเงินที่เป็นนวัตกรรม ดังนั้น กนอ. จะใช้โมเดลธุรกิจผ่านบริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs) ที่กู้เงินจาก EXIM Bank มาดำเนินการให้ทั้งหมด หน่วยงานรัฐจะชำระค่าบริการจากผลประหยัดพลังงานที่ยืนยันแล้ว (Performance-based) เท่านั้น และ กนอ. จะทำหน้าที่เป็นเจ้าของสิทธิ์คาร์บอนเครดิต (Public Asset Owners) ผ่านกลไก Coordinating and Managing Entity (CME) ซึ่งบริหารงานโดยธนาคารกรุงไทยและกองทุน VERMF (Verified Emission Reductions Monetization Facility) ทำหน้าที่มัดรวมคาร์บอนเครดิตและแปลงให้เป็นมูลค่าผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งในรูปแบบสปอร์ตและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อเนื่อง 10 ปี รายได้ที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจะนำไปหมุนเวียนลงทุนต่อยอดในโครงการสีเขียวรอบใหม่โดยปัจจุบันแผนการดำเนินงานของ กนอ. อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่เป้าหมายในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน, นิคมอุตสาหกรรมบางปู, นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง คาดว่าจะคัดเลือกแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

 

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

2. บุกสหรัฐเร่งปลดล็อก 301 (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสหรัฐใช้กฎหมายการค้า มาตรา 301 ไต่สวนไทยเพื่อขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าว่า ในวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2569 นี้ กรมฯ จะนำคณะทีมไทยแลนด์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางไปเยือนสหรัฐ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ซึ่งอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากรัฐบาลไทยเพิ่มเติม ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยได้ส่งคำแก้ต่างกรณีสหรัฐกล่าวหาไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ ยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นั้น ซึ่งการเดินทางครั้งนี้จะย้ำให้สหรัฐเห็นว่า ไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมของไทย ก็อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐ โดยมั่นใจว่า คำแก้ต่างของไทยฟังขึ้นแน่นอน แต่สิ่งที่กังวล คือ ข้อกล่าวหาการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ที่สหรัฐมีแนวโน้มใช้เกณฑ์นี้อย่างเข้มงวด และอาจเลือกปฏิบัติต่อบางประเทศ และยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์ว่าแหล่งผลิตต้นทางมีการใช้แรงงานบังคับจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ได้ยืนยันว่าไทยไม่มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับแน่นอน แม้แต่ในไทยเองก็มีมาตรฐานแรงงานตามมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงานสหรัฐที่สำคัญที่ผ่านมา ไทยแก้ไขกฎหมายแรงงาน เพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กระทรวงแรงงาน กำลังยกร่างการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยืนยันว่า ไทยไม่ได้ใช้แรงงานบังคับ และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ คาดว่า สหรัฐจะเร่งไต่สวนให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนที่การเก็บภาษี 10% จะสิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การเก็บภาษีตามมาตรา 301 บังคับใช้ได้ทันที หากไทยไม่สามารถแก้ต่างได้ในทั้ง 2 ประเด็น สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าจาก 3 อุตสาหกรรมของไทยในอัตราสูง โดยอาจสูงเกินภาษีตอบโต้ที่เก็บจากไทย 19% ซึ่งจะกระทบเอสเอ็มอีไทยแน่นอน ส่วนประเด็นแรงงานบังคับ หากไทยแก้ต่างไม่สำเร็จ ยังไม่ชัดเจนว่า สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าใดของไทย เพราะในการกล่าวหาไทย ไม่ได้ระบุสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับเลยแต่คาดว่า อาจเป็นกลุ่มสินค้าเครื่องนุ่งห่ม และสินค้าเกษตร

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

 

3. SME กระทบหนัก แบกรับต้นทุน "พลังงาน-วัตถุดิบ-หนี้-กำลังซื้อ" (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569)

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายสมรภูมิ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องกว่า 2 เดือน กำลังส่งผลกระทบต่อภูมิเศรษฐศาสตร์โลกอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ สำหรับภาคเอสเอ็มอีถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในเวลาเดียวกัน โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ "ภาระต้นทุนพลังงาน" ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยและรายกลางที่มีการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 400 หน่วยต่อเดือน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก ขณะเดียวกัน ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความผันผวนด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับ "ภาระต้นทุนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต" ที่ทยอยปรับราคาขึ้นทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านข้าวแกง และธุรกิจรายย่อยจำนวนมากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อประคองกิจการ แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลงก็ตาม พร้อมกันนี้ ประชาชนและแรงงานยังเผชิญ "ภาระค่าครองชีพ" ที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การใช้จ่ายภายในประเทศชะลอตัว และกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งอีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวล คือ "ภาระหนี้" ที่เริ่มส่งสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือนด้อยคุณภาพหนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงหนี้นอกระบบที่ขยายตัว สะท้อนถึงปัญหาสภาพคล่องทั้งในระดับครัวเรือนและภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าไทย หรือ Local Content ในระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าไทย (Local Platform) เพื่อสร้างช่องทางขายของผู้ประกอบการไทยโดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติมากเกินไป รวมถึงการยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างแบรนด์ และการสนับสนุนด้านต้นทุนให้แข่งขันได้ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีมาตรการด้านแหล่งทุน เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำและมีสภาพคล่องเพียงพอในการปรับตัว รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งหากสามารถผลักดันสินค้าไทยให้แข่งขันได้จริงจะช่วยลดการขาดดุลการค้า ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศได้มากขึ้น

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดค้าปลีกสิงคโปร์เดือนมี.ค.เพิ่มเพียง 4.8% ชะลอตัวจากเดือนก.พ. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวขึ้นเพียง 4.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ชะลอลงอย่างมากจากเดือนกุมภาพันธ์ ที่พุ่งขึ้นแข็งแกร่งถึง 8.3% ซึ่งเมื่อเทียบเป็นรายเดือน ยอดค้าปลีกเดือนมีนาคมปรับตัวขึ้น 3.7% โดยธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี นำโดยยอดขายสินค้าด้านสันทนาการ เพิ่มขึ้น 13.1% ขณะที่ยอดขายยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ ปรับตัวขึ้น 12.9% ขณะที่ยอดขายสินค้าจำพวกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 11.9% โดยได้ปัจจัยขับเคลื่อนส่วนหนึ่งจากยอดขายโทรศัพท์มือถือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

 

อย่างไรก็ตาม ยอดค้าปลีกบางหมวดสินค้ายังคงหดตัว โดยยอดขายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 6% ขณะที่ยอดขายในห้างสรรพสินค้าลดลง 5.7% สำหรับมูลค่ายอดค้าปลีกโดยรวมในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 4.7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 3.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยอดค้าปลีกออนไลน์มีสัดส่วน 15.7% ของยอดค้าปลีกโดยรวม

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)