ข่าวประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. 'ศุภจี' หารือ 'USTR' เร่งดีล ART ลดแรงกดดันสหรัฐฯ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และนาย  Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาในสหรัฐฯ ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการ เร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ให้มี ความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และลดแรง กดดันจากสหรัฐฯที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย ทั้งนี้ สหรัฐฯให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุก ผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม และแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้ง 2 ฝ่าย สามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ได้ชี้แจงสหรัฐฯ ว่าไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติ ได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯแสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้า ต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

2. BOI ไฟเขียว 6 โครงการ กว่า 9 แสนล้าน 'ติ๊กต๊อก' นำทัพลงทุนใหญ่ ปักหมุดไทยฐานหลักภูมิภาค (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท พร้อมคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากล็อตแรก 16 โครงการ และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น สำหรับ 6 โครงการใหญ่ ลงทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 913,838 ล้านบาท ได้แก่ 1) บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท 2) บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท 3) บริษัท บริดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท 4. กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงรายเดียวในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากบริษัท Procter & Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก และเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อรองรับตลาดในเอเชีย เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท 5. กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท และ 6. กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท  ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนรายสำคัญเข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass ล็อต 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากล็อตแรกที่ให้ไปแล้ว 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวนสูง การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาต เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด

 

นายสิทธิพร สุวรรณสุต

กรรมการกิตติมศักดิ์ สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA)

 

3. ชี้ 3 ปัจจัยเลือกบริษัทรับสร้างบ้าน รับมือ Q3 วัสดุแพง-ฉุดสภาพคล่อง (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569)

นายสิทธิพร สุวรรณสุต กรรมการกิตติมศักดิ์ สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงแม้จะผ่านพ้นมาแล้วกว่า 2 เดือน ถือเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น โดยสมาคมฯ ประเมินว่าเหตุการณ์นี้ คือ 'สัญญาณอันตราย' ของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย โดยคาดการณ์ว่าในไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ ราคาวัสดุก่อสร้างในประเทศมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีกรอบ เนื่องจากวัตถุดิบในตลาดโลกเริ่มขาดแคลน และต้นทุนการผลิตที่โรงงานแบกรับไว้เริ่มถึงขีดจำกัด สิ่งนี้จะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อภาคธุรกิจรับสร้างบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสมาคมฯ แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังคงใช้กลยุทธ์ "สงครามราคา" ตัดราคาเพื่อชิงยอดขายให้ได้มามากๆ โดยไม่ปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่ฝืนไม่ปรับราคาในรอบก่อนหน้านี้ กำลังจะเจอสถานการณ์ "ต้นทุนเพิ่ม 2 เด้ง" คือเด้งแรกจากต้นทุนที่ปรับขึ้นมาแล้ว และเด้งที่สองจากราคาวัสดุที่จะขยับขึ้นอีกในไตรมาส 3 หากบริษัทใดมีสายป่านไม่ยาวพอหรือเครดิตทางธุรกิจไม่เข้มแข็งเพียงพอ เชื่อว่าจะเผชิญกับภาวะขาดทุนหนัก และไม่อยากเห็นภาพที่ผู้ประกอบการถึงขั้นต้องปิดตัวลงในที่สุด ในส่วนของผู้บริโภค สมาคมฯ ได้ออกโรงเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังในการทำสัญญาก่อสร้าง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบการ อ้างว่าต้องการขอเบิกเงินงวดล่วงหน้าเกินกว่าที่ระบุในสัญญา โดยอ้างเหตุผลว่าจะนำไปจ่ายโรงงานผู้ผลิตวัสดุเพื่อ "Lock ราคา" ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากและมักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสภาวะขาดสภาพคล่อง นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกบริษัทรับสร้างบ้านท่ามกลางวิกฤตนี้ว่า ควรพิจารณาจาก "3 มาตรฐานหลัก" ที่บริษัทต้องกำหนดไว้ชัดเจน ได้แก่ : 1. แบบบ้านมาตรฐาน : มีแบบก่อสร้างที่สมบูรณ์และชัดเจน 2. ราคาค่าก่อสร้างตามมาตรฐานของบริษัท : มีราคากลางที่อ้างอิงได้จากแบบบ้านแต่ละแบบจากการคำนวณ ต้นทุนจริง มิใช่คำนวณจากพื้นที่ใช้สอยต่อตารางเมตร 3. มาตรฐานคุณภาพวัสดุอุปกรณ์ : มีการระบุแบรนด์และเกรด-รุ่นวัสดุที่ใช้ก่อสร้างไว้อย่างละเอียด

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในไตรมาส 2-3 ของปี 2569 สมาคมฯ ประเมินว่าภาพรวมตลาดจะอยู่ในภาวะ "หดตัว" ตามกำลังซื้อที่ลดลงจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กลับมีผู้ประกอบการรายใหม่ ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายย่อย ผู้รับเหมาโครงการบ้านจัดสรร สถาปนิกและวิศวกร แห่เข้าสู่ธุรกิจ       รับสร้างบ้านเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด "การที่มีผู้เล่นใหม่เข้ามามากในขณะที่ Demand เล็กลง ย่อมนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรง สมาคมฯ จึงขอแนะนำให้ ผู้ประกอบการเน้นการสร้างมาตรฐานงานและการบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ แทนการเน้นปริมาณยอดขาย เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายยูโรโซนร่วงเดือนเม.ย. ดีมานด์วูบ-สงครามกดดัน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569)

เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ทรุดตัวลงต่ำสุดในรอบ 62 เดือน ที่ระดับ 47.6 ในเดือนเมษายน 2569 จากระดับ 50.2 ในเดือนมีนาคม แม้ว่าสูงกว่าตัวเลขขั้นต้นที่ 47.4 แต่กิจกรรมในภาคบริการของยูโรโซนก็เข้าสู่ภาวะหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี ซึ่งดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัวสำหรับกิจกรรมในภาคบริการซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของ                      ยูโรโซนได้รับผลกระทบหนักจากอุปสงค์ที่อ่อนแอลงและธุรกิจส่งออกที่ย่ำแย่ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางได้เข้ามากดดันกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคโดยตรง ขณะที่ความต้องการใช้บริการปรับตัวลดลงในอัตราที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 โดยดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ร่วงลงสู่ระดับ 46.5 จาก 48.6 ในเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ภาวะซบเซาของภาคบริการในเดือนเมษายน 2569 ได้ฉุดรั้งให้ดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายร่วงลงสู่ระดับ 48.8 ในเดือนเมษายน จากระดับ 50.7 ในเดือนมีนาคม ซึ่งทำสถิติต่ำสุดในรอบ 17 เดือน และสอดคล้องกับตัวเลขประเมินขั้นต้น โดยดัชนีรวมหลุดระดับ 50 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ทั้งนี้ หากพิจารณาในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่พบว่า เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน ต่างรายงานตัวเลขกิจกรรมภาคเอกชนที่หดตัวลง โดยเฉพาะสองหัวหอกเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยูโรโซนอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศสที่เผชิญอัตราการหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)