ข่าวประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

 

1. "ดีพร้อมxไทยแอร์เอเชีย" เปิดมิติใหม่ Sky Experience ดันอาหารถิ่นไทย สู่เมนูพรีเมียมบนเครื่องบิน (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569)

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ผนึกกำลังไทยแอร์เอเชีย เปิดโครงการ "ยกระดับอาหารท้องถิ่นจากครัวดินสู่ฟ้า" ภายใต้นโยบาย "ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" เดินหน้ายกระดับ 5 ผู้ประกอบการต้นแบบ นำ "อาหารถิ่น" สู่มาตรฐานพรีเมียม เชื่อมต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมการบิน พร้อมต่อยอดสู่ตลาดอาหารระดับสากล ซึ่งโครงการมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนแบบครบวงจร ทั้งการพัฒนาสินค้า มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร การสร้างมูลค่าเพิ่ม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการเล่าเรื่องแบรนด์ (Storytelling) ควบคู่การเรียนรู้เชิงลึกด้านธุรกิจอาหารบนสายการบิน อาทิ พฤติกรรมผู้โดยสาร มาตรฐานการเสิร์ฟ และการออกแบบเมนูให้เหมาะกับบริการบนเที่ยวบิน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมการบินร่วมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ประกอบการต้นแบบทั้ง 5 ราย ประกอบด้วย ร้านน้องโจ๊ก จังหวัดกระบี่, เฮือนคำนาง จังหวัดขอนแก่น, ลุงอเนก จังหวัดเพชรบุรี, Rin Interfood จังหวัดสมุทรสาคร และ Trulyhill กาแฟอินทรีย์จากอมก๋อย ซึ่งล้วนสะท้อนอัตลักษณ์อาหารไทยและศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมระดับโลก ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหาร แต่ยังช่วยยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยสู่เวทีโลก ผ่านแนวคิด "ครัวดินสู่ฟ้า" ที่เชื่อมภูมิปัญญาชุมชนเข้ากับมาตรฐานสากล สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านไทยแอร์เอเชีย ระบุว่า อาหารถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของประสบการณ์บนเที่ยวบิน โดยสายการบินพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาเมนูและผลิตภัณฑ์ เพื่อผลักดันรสชาติไทยจากทุกภูมิภาคสู่สายตานักเดินทางทั่วโลก พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้อาหารไทยเติบโตในตลาดการบินและตลาดสากลอย่างแข็งแกร่ง

 

นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์

นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งไทย

 

2. อุตฯ เครื่องนุ่งห่มไทย จับมือ กสร. ย้ำไม่สนับสนุนนำเข้าสินค้าใช้แรงงานบังคับ (ที่มา: มติชนออนไลน์ ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569)

นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งไทย เปิดเผยว่า สมาคม ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประกาศแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการผลักดันให้สถานประกอบกิจการ ตลอดห่วงโซ่อุปทานของสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labor Practices: GLP) ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน และแสดงเจตจำนงยกระดับโดยไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ มีการใช้แรงงานตลอดห่วงโซ่การผลิตกว่า 1 ล้านคน เป็นแรงงานในส่วนอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม 400,000 คน สร้างรายได้จากส่งออกกว่า 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และเติบโต 5% ในปีก่อน ซึ่งสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เป็นสมาคมการค้าก่อตั้งมา 54 ปี มีสมาชิกโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มกว่า 190 บริษัท เป็นสมาคมที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างการผลิต โดยก้าวไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งหมายถึงการรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ระดับบน หรือแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยแบรนด์ในกลุ่มนี้ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการคัดเลือกโรงงานที่มีมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับนโยบายของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และอเมริกา ที่มีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นทั้งความจำเป็นและโอกาสของโรงงานในประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานและศักยภาพที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะ แนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices) หรือ GLP มีบทบาทสำคัญช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยยึดหลัก "4 ไม่" ได้แก่ ไม่ใช้แรงงานเด็ก ไม่ใช้แรงงานบังคับ ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ตลอดจนมีระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติต่อแรงงานสอดคล้องกับหลัก "6 มี" ของ GLP ดังนั้น สมาคมฯ พร้อมด้วยสมาชิก จึงจับมือร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นำ GLPไปใช้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มอย่างยั่งยืน รวมถึงแสดงเจตนารมย์ในการไม่สนับสนุนการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การเลือกปฏิบัติ และการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านเรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า กรม ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ดูแลแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ถือว่า แรงงานทุกคน คือ ผู้สร้างคุณค่าของเศรษฐกิจไทย เป็นเสาหลักต้นสำคัญ และฟันเฟืองอันทรงพลังของประเทศ โดยกรมฯผลักดันนโยบายเพื่อการคุ้มครองสิทธิเชิงรุกให้กับแรงงานทุกภาคส่วนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ผ่านกลไกการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และขยายผลไปยังห่วงโซ่อุปทาน ในการนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (GLP) ไปใช้บริหารจัดการแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ภายใต้หลักการ 4 ไม่ 6 มี นอกจากนี้ กรมยังสนับสนุนให้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมยกระดับการปฏิบัติต่อแรงงาน และดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม" สามารถทวนสอบการปฏิบัติได้ในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

 

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

3. จี้ 'แลนด์บริดจ์' ต้องรอบด้าน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569)

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ เปิดเผยว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องที่ต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงทางราง ทางเรือ และทางถนน รวมถึงผลกระทบต่อชุมชน และการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศปรับตัวสูงขึ้นมาก จากเดิมประมาณ 12% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 26% จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ส่วนกรณีที่รัฐบาลแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้โครงการแลนด์บริดจ์นั้นเหมาะสม เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจและสามารถผลักดันโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศได้ ซึ่งเห็นด้วยกับครม.ที่เห็นชอบออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤติพลังงานและพยุงเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในภาวะค่อนข้างแย่ โดยเฉพาะผลกระทบจากตะวันออกกลางได้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรอัดปริมาณเงินลงไปทั้งหมดในคราวเดียว ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจที่ผันผวน เพราะหากเอสเอ็มอีสามารถฟื้นตัวได้จะเกิดการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ และช่วยให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยสิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องวินัยทางการคลัง อยากเห็นกระทรวงการคลังวางระบบบริหารจัดการงบประมาณและการใช้เงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดสั่งซื้อภาคอุตฯ เยอรมนีเดือนมี.ค.โต 5.0% เอกชนแห่ตุนหนีพิษสงครามอิหร่าน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี เปิดเผยรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2569 พุ่งทะยาน 5.0% ซึ่งสูงเกินความคาดหมายของตลาด สาเหตุหลักมาจากภาคธุรกิจในเยอรมนีแห่กว้านซื้อสินค้าตุนล่วงหน้า เนื่องจากหวั่นเกรงวิกฤตราคาพลังงานและปัญหาคอขวดด้านการขนส่งที่อาจรุนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยยอดสั่งซื้อที่เติบโตแบบก้าวกระโดด (หลังปรับค่าตามฤดูกาลและปฏิทินแล้ว) ถือว่าเร่งตัวขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีการขยายตัวเพียง 1.4% และสูงกว่าตัวเลข 1.0% ที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ในเบื้องต้น นอกจากนี้ หากหักลบคำสั่งซื้อล็อตใหญ่ที่มีความผันผวนสูงออกไปแล้ว ยอดสั่งซื้อใหม่ในเดือนมีนาคม ก็ยังปรับตัวสูงขึ้นถึง 5.1% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเมื่อเจาะลึกรายละเอียดพบว่า แรงส่งสำคัญมาจากยอดสั่งซื้อต่างประเทศที่ขยายตัว 5.6% โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากกลุ่มประเทศยูโรโซนที่พุ่งกระฉูดถึง 10.1% ส่วนนอกกลุ่มยูโรโซนเพิ่มขึ้น 2.7% สอดรับกับความต้องการสินค้าในประเทศที่เติบโตแข็งแกร่งถึง 4.0% โดยยอดสั่งซื้อที่ไหลเข้ามานี้กระจายตัวครอบคลุมแทบทุกภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กวาดออเดอร์ไปได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการเปรียบเทียบข้อมูลราย 3 เดือนเพื่อลดความผันผวนระยะสั้น พบว่ายอดสั่งซื้อใหม่รวมทั้งหมดในไตรมาสแรกของปีนี้ลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว แต่ถ้าไม่รวมคำสั่งซื้อล็อตใหญ่ ตัวเลขยังคงเป็นบวกที่ 1.6%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)