ข่าวประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

1. แห่จดสิทธิบัตร 2 หมื่นคำขอ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2569)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนของปี 2569 (มกราคม - เมษายน) การยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไย เครื่องหมายการค้าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมสูงถึง 25,537 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.30% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 23,153 คำขอ และการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย มี 19,684 ฉบับ เพิ่มขึ้น 12.86% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 17,441 ฉบับ ส่วนลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญา เพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดยมีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 5,523 รายการ เพิ่มขึ้น 8.85% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มี 5,074 รายการ ทั้งนี้ รายละเอียดคำขอจดแจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท ได้แก่ 1. เครื่องหมายการค้า ช่วง 4 เดือนของปี 2569 มีการยื่นคำขอ 18,761 คำขอ เพิ่มขึ้น 12.15% 2. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ยื่นคำขอ 2,984 คำขอ เพิ่มขึ้น 9.14% 3. อนุสิทธิบัตร ยื่นคำขอ 1,806 คำขอ เพิ่ม ขึ้น 17.12% 4. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ยื่นคำขอ 1,986 คำขอ ลดลง 7.58% 5.ลิขสิทธิ์ ยื่นแจ้งข้อมูล 5,523 ผลงาน เพิ่มขึ้น 8.85% นอกจากนี้ จากสถิติในช่วง 4 เดือน ของปี 2569 พบว่า คำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนไทย ที่เห็นความสำคัญและเพิ่มการจด อย่างเครื่องหมายการค้า ก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาถึง 54% ของยอดจดทั้งหมด เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีสัดส่วน 51% สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สัดส่วนคนไทยก็เพิ่มขึ้นเป็น 14% จาก 11% อนุสิทธิบัตร คนไทยยื่นจดสูงถึง 95% สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คนไทยก็ยื่นจดสัดส่วน 56% ส่วนลิขสิทธิ์ สัดส่วน 99%

อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นผลจากการที่กรมได้เร่งรัดกระบวนการจดทะเบียนให้มีความรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เอไอ มาช่วยสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมส่งเสริมบริการฟาสต์ แทร็กให้เป็นช่องทางพิเศษในการรับจดทะเบียนนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็นและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบคำขออย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนักสร้างสรรค์ ได้รับความคุ้มครองสิทธิรวดเร็วขึ้น และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ทันท่วงที

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

2. ส.อ.ท. ชงนายกฯ ขับเคลื่อนอุตฯ เร่งรัดแผน PDP วอนรัฐใช้สินค้า MIT  (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการหารือกับรัฐบาลวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นี้ จะเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก เพื่อพลิกโฉมให้กับอุตสาหกรรมไทย ด้วยยุทธศาสตร์ "5I" พร้อมดัน Made in Thailand (MIT) ช่วย SME เข้าถึงทุนพร้อมขอเร่งรัดแผน PDP ให้ออกมาใช้เร็วที่สุด เดินหน้าร่วมยกระดับอุตสาหกรรมไทย ซึ่ง ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกกว่า 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของ GDP หรือราว 5.7 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ส.อ.ท. จะนำเสนอ 6 แนวทางสำคัญเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MIT) การช่วยเหลือ SME เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งเสนอรื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยจะเสนอให้ภาครัฐใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ผ่านการผลักดันสินค้า Made in Thailand (MIT) พร้อมเสนอให้ผลักดันการจัดซื้อสินค้า MIT ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของวงเงินเป้าหมาย 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐหมุนเวียนเข้าสู่ภาคการผลิตไทยโดยตรง กระจายรายได้สู่ SME และรักษาการจ้างงานในประเทศ นอกจากนี้ จะเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วม ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงแผนจัดซื้อภาครัฐกับกำลังการผลิตภาคเอกชน (Demand-Supply Matching) ขับเคลื่อนและยกระดับ MIT ให้มีมาตรฐานและทันสมัย รวมถึงเร่งขยายฐานข้อมูลสินค้า MIT โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. จะขอเร่งรัดร่างแผน PDP2026 ให้ออกมาใช้เร็วที่สุด รวมถึงเสนอให้เปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และค่าบริการโครงข่ายที่เหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมการค้าโลก

 

นายสุโรจน์ แสงสนิท

นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

 

3. ต้าน EV ศูนย์เหรียญ เสนอ 8 ข้อ สกัดทุบฐานผลิตไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2569)

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เปิดเผยว่า สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ร่วมกับ 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย แถลงการณ์ร่วม 10 สมาคม เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ โดยแถลงการณ์ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบ ดังนี้ 1. การสูญเสียฐานการผลิต ค่ายรถยนต์ เริ่มปรับกลยุทธ์นำเข้ารถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนผลิตในไทย 2. วิกฤตผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ผู้ประกอบการไทยกำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน และ 3. หน้าผาอุตสาหกรรมในปี 2570 เมื่อมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570 จะไม่มีภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% แทนการผลิตในประเทศ ทั้งนี้ 10 สมาคมขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการที่ปกป้องผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจ โดยต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจเลือกระหว่างการเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่มั่นคงของโลก และขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงรายละเอียดและหารือทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยเสนอมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน คือ 1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต สร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในไทย พร้อมใช้ระบบ "ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า" 2. ปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) 3. ส่งเสริมการใช้ "ชิ้นส่วนร่วม" (Common Parts) กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม ระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพผลิต 4. ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว 5.แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ 6. ยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ "สวมสิทธิ์สินค้า" 7. ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และ 8. ส่งเสริมการทดสอบในประเทศ และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเจตนาจะปิดกั้นรถรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้น โดยไม่จำเป็น หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ แต่ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างบริษัทที่ลงทุนจริง ผลิตจริง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานในไทย กับบริษัท ที่เน้นการนำเข้ารถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่าย โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้เผยปริมาณส่งออกเม.ย. โตสองหลัก ขานรับดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์แกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2569)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยรายงานว่า ปริมาณการส่งออกของเกาหลีใต้ขยายตัวเป็นเลขสองหลัก โดยดัชนีปริมาณการส่งออกเดือนเมษายน 2569 พุ่งขึ้น 12.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงขยายตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ด้วยอานิสงส์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตในประเทศซึ่งยังคงแข็งแกร่ง ด้านปริมาณการส่งออกคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ออปติคอล ทะยานขึ้น 31.4% โดยได้แรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับชิปเซตปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณการส่งออกถ่านหินและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมร่วงลงเป็นเลขสองหลัก ตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำหรับดัชนีมูลค่าการส่งออกเดือนเมษายน 2569 พุ่งสูงถึง 50.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ดัชนีปริมาณการนำเข้าปรับตัวลดลง 0.1% ในเดือนเดียวกัน แต่ดัชนีมูลค่าการนำเข้ากลับขยับขึ้น 16.8% นอกจากนี้ รายงานระบุว่า ดัชนีอัตราการค้าสุทธิสำหรับสินค้า หรืออัตราส่วนราคาส่งออกต่อราคานำเข้า ขยับขึ้น 14.3% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบเป็นรายปี เนื่องจากราคาส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคานำเข้า

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)