ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. พลิกโฉมอ้อยไทยชูเศรษฐกิจชีวภาพเพิ่มมูลค่า (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายแก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ "อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว" (Green Bio industry) โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bio Economy เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร ผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2570 ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล โดยข้อมูลจาก สอน. พบว่า ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด มีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ใน 29 จังหวัด ซึ่งฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีปริมาณอ้อย 105.86 ล้านตัน มีปริมาณอ้อยสดสูงถึง 96.20% และมีปริมาณอ้อยเผาเพียง 3.80% ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน มีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่ สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมอ้อยไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เทียบกับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ซึ่งมีผลผลิตอ้อยเข้าหีบเพียง 92.04 ล้านตัน มีอ้อยสดคิดเป็น 85.14% และปริมาณอ้อยเผา14.86% ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคการเกษตร ทั้งนี้ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 203,205 ล้านบาท แบ่งเป็น อุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท ส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพอีก 17,703 ล้านบาท สะท้อนว่า "ชีวภาพ" กำลังกลายเป็น New Engine ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ซึ่งอุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน จากเดิมเน้นผลิตน้ำตาล สู่การเป็นฐานวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Bio Hub of ASEAN" ภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทราย มีการเติบโตและสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศไทยมหาศาล แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราพร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย จากอุตสาหกรรมเกษตรแบบเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ลดมลพิษ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรไทย เพราะอุตสาหกรรมอ้อยไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่น้ำตาล แต่ต้องต่อยอดสู่พลังงานสะอาด วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์
2. 'DIP' ดัน 'น้ำนมโคมวกเหล็ก' ขึ้นทะเบียน GI ชูแหล่งกำเนิดโคนมอาชีพ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2569)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ตนพร้อมคณะได้ลงพื้นที่สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อส่งเสริมและตรวจสอบข้อเท็จจริงสินค้าที่มีศักยภาพในการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) "น้ำนมโคมวกเหล็ก" โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและปกป้องอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์น้ำนมโคคุณภาพเยี่ยมที่เป็นความภูมิใจของคนไทย ทั้งนี้ อำเภอมวกเหล็ก เป็นพื้นที่บุกเบิกด้านการเลี้ยงโคนมของไทยมาตั้งแต่ปี 2503 ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาแนวทางการเลี้ยงโคนมเพื่อเป็นอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกร โดยเกษตรกรมีการคัดเลือกโคนมสายพันธุ์แท้คุณภาพสูง ดูแลด้วยระบบกึ่งธรรมชาติ ให้อาหารหยาบสดและพืชอาหารสัตว์ ควบคู่กับการจัดการฟาร์มมาตรฐานเข้มงวด ส่งผลให้ "น้ำนมโคมวกเหล็ก" มีคุณภาพโดดเด่นด้วยรสชาติที่หวานมัน เนื้อสัมผัสเข้มข้นละมุน และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมานานกว่า 60 ปี โดยปัจจุบัน "น้ำนมโคมวกเหล็ก"มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ มีปริมาณการผลิตรวมต่อปีกว่า 259 ล้านกิโลกรัม สร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมต่อปีสูงถึงกว่า 5,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นกว่า 4,200 ฟาร์ม
อย่างไรก็ตาม "น้ำนมโคมวกเหล็ก" เป็นสินค้าแห่งความภาคภูมิใจของชาวสระบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นกำเนิดการเลี้ยงโคนมของไทย โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมากที่สุดในประเทศ และสามารถผลิตน้ำนมโคได้มากกว่า 100 ตันต่อวัน อีกทั้งยังได้รับมาตรฐานระดับสากล ดังนั้น กรมฯ จึงเห็นว่าควรมีการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า "น้ำนมโคมวกเหล็ก" ให้เป็น GI เพื่อเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองชื่อเสียงของสินค้า ป้องกันการสวมสิทธิ์โดยสินค้าจากแหล่งอื่น สร้างมูลค่าและอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ได้ในอนาคต ซึ่งกรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จะบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ระบบการคุ้มครอง GI ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย GI
3. ดันไทยฮับอุตฯ ดิจิทัลภูมิภาค BOI อนุมัติ 3 โครงการ PCB 2 หมื่นล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการอนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ระดับโลก 3 ราย ได้แก่ บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทั้ง 3 บริษัทได้เข้ามาลงทุนในไทย 1-2 ปีที่ผ่านมา มีเงินลงทุนเฟสแรกรวมกัน 35,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทย 7,000 คน สำหรับครั้งนี้ได้รับอนุมัติให้ลงทุนเพิ่มเติมในเฟส 2 อีก 22,000 ล้านบาท จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่ม 5,000 คน เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI Server ที่ใช้ใน Data Center ระบบสื่อสารความเร็วสูง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับสู่ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค ซึ่งบริษัท คอมเปคฯ ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีน โครงการนี้เป็นการผลิต Flexible PCB ซึ่งเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน สมาร์ตวอตช์ หูฟังไร้สาย และอุปกรณ์ IoT บริษัทมีเงินลงทุนเฟสแรก 13,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้อีก 9,170 ล้านบาท ตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับบริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ฯ เป็นผู้นำการผลิต PCB เพื่อป้อนให้ลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Center อาทิ Apple , META , Microsoft และ Tesla มีเงินลงทุนเฟสแรก 14,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 5,800 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี และ บริษัท โกลด์ เซอร์คิทฯ เป็นผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากไต้หวัน มีเงินลงทุนเฟสแรก 8,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้อีก 7,230 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่เขตอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิต PCB ระดับโลกทั้ง 3 รายนี้ ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ในไทย ช่วงปี 2567-2568 หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ขยายการลงทุนต่อเนื่องครั้งใหญ่ในเฟส 2 แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย ทั้งในด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรม ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนความสะดวกในการลงทุนผ่านกลไก Thailand Fast Pass ซึ่งจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ อนุญาตต่างๆ โดยการขยายการลงทุนครั้งนี้มีความสำคัญต่อการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและดิจิทัลของภูมิภาค โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2566-2568 มีผู้ผลิต PCB และวัตถุดิบสำหรับ PCB ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 222 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 320,078 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับหนึ่งในอาเซียน และอันดับ 5 ของโลก
ข่าวต่างประเทศ
4. อิสราเอลเผย GDP Q1/69 หดตัว 3.3% เซ่นผลกระทบสงครามอิหร่าน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2569)
สำนักงานสถิติอิสราเอล เปิดเผยรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิสราเอล หดตัวลง 3.3% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อนหน้า โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับไตรมาส 4/2568 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% และสามารถรักษาการเติบโตต่อเนื่องตลอดปี 2568 ซึ่งกิจกรรมทางธุรกิจหดตัวลงในอัตรารายปี 3.1% ในไตรมาสแรก จากเดิมที่เคยขยายตัว 5.4% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนลดลง 4.7% ต่อเนื่องจากที่ลดลง 4.6% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยสำนักงานสถิติระบุว่า การหดตัวของเศรษฐกิจเป็นผลจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยาวไปจนถึงข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 8 เมษายน 2569
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า อัตราการเติบโตของ GDP ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการเรียกกำลังพลสำรองจำนวนมากเข้าสู่กองทัพ รวมถึงการที่ประชาชนอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายในที่พักอาศัยตลอดช่วงสงคราม
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)