ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. ปั้น Dashboard บริหาร 'ข้าว' วางแผนผลิต-ส่งออกเจาะตลาดโลก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงลึก เพื่อบริหารอุปสงค์-อุปทาน สินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ เน้นการใช้เครื่องมือสรุปและแสดงผล ข้อมูลสำคัญไว้ในหน้าจอเดียว (Dashboard) คาดการณ์ผลผลิตข้าว เพื่อช่วยให้วางแผน การผลิต การตลาด รวมถึงดูดซับผลผลิตได้ อย่างแม่นยำและทันท่วงที โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ผลักดัน Dashboard ดังกล่าว โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิสารสนเทศ (GISTDA) บูรณาการข้อมูลร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกร โดยตรวจสอบข้อมูลจริง 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอภาชี และอำเภออุทัย พบ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. ความแม่นยำของช่วงผลผลิต พบว่าข้อมูลดาวเทียมสอดคล้องกับข้อเท็จจริงค่อนข้างสูง 2. ข้อมูลพันธุ์ข้าว จำเป็นต้องรวมฐานข้อมูลให้เป็นระบบเดียว และ 3. การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน จะช่วยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บริหารจัดการการผลิตได้แม่นยำ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดและเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้ายกระดับระบบดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรมใน 2 เดือน เพื่อให้ใช้งานได้จริงในพื้นที่ และระยะต่อไปเตรียมนำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model หรือ Prism Model มาประยุกต์ใช้วิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก และกำหนดกลยุทธ์เชิงรุกให้การส่งออกข้าวไทยตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งมีแผนขยายสู่ 76 จังหวัด เพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการข้าว ด้วยเทคโนโลยี Big Data และ AI และสร้าง "ระบบบริหารจัดการข้าวทั้งประเทศ" ที่เชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้บริหารอุปสงค์อุปทาน ได้แบบเรียลไทม์ ยกระดับข้าวไทยให้แข่งขันได้ อย่างยั่งยืนในตลาดโลก
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
2. 'พาณิชย์' นำทีมแจงสหรัฐฯ ทำตามกม.ไร้ผลิตส่วนเกิน (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในฐานะผู้แทน ฝ่ายไทย ภายใต้การนำของ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าร่วมการหารือระดับเทคนิคกับ USTR ระหว่างวันที่ 13–14 พฤษภาคม 2569 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ในประเด็นแรงงานบังคับ (forced labor import ban และกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) ภายใต้การไต่สวนตาม Section 301 ของ Trade Act of 1974 โดยย้ำว่าห่วงโซ่อุปทานสินค้าของไทยปลอดแรงงานบังคับ และมีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเข้มงวด สินค้าส่งออกของไทยได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้ซื้อในสหรัฐฯ รวมถึงองค์กรเอกชนระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและปราศจากแรงงานบังคับ และไทยยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า ทั้งนี้ในระยะยาว ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการป้องกันแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่วนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินซึ่งสหรัฐฯ กังวลว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยขยายการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จนส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยในระดับสูงนั้น ไทยยึดมั่นในระบบการค้าเสรีและกลไกตลาด โดยการผลิตและการลงทุนเป็นการตัดสินใจของภาคเอกชนตามภาวะตลาดและโอกาสทางธุรกิจ ภาครัฐไม่มีนโยบายกำหนดเป้าหมายการผลิต แต่มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหา ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้า (Transhipment) ได้ย้ำความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ในการเฝ้าระวังและป้องปรามการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงการยกระดับมาตรการตรวจรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่ผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่สหรัฐฯ กำหนด
อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร โดยฝ่ายไทยได้เน้นย้ำว่า ไทยและสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางการค้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ไทยเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และสินค้าจากไทยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐฯ จึงไม่ใช่ภัยคุกคามทางการค้า พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การค้าระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไป
นายดนุชา พิชยนันท์
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
3. คงจีดีพีปี 69 โต 2% เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569)
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยแถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/69 ว่า เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4/68 ขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ เป็นผลจากการลงทุนรวมยังขยายตัวสูง 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2558 ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อเนื่องจาก 1% ในไตรมาสก่อนหน้า การนำเข้าสินค้ามีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ที่ 6.9 พันล้านบาท เทียบกับการเกินดุล 4.4 หมื่นล้านบาท ในไตรมาสก่อนหน้า ในด้านสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านมา ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 46% แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ได้นำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งสหรัฐ และแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาก็ยังอยู่ในระดับสูง แม้ช่วงถัดไป สศช. จะประเมินว่าความขัดแย้งน่าจะสิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาพลังงานน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะกระทบกับเงินเฟ้อและ ค่าครองชีพ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งดูแลค่าครองชีพ ในช่วงต่อไป เพราะถ้าเหตุการณ์ยังไม่ยุติอาจเกิดวิกฤตค่าครองชีพในช่วงต่อไป ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่า จะขยายตัวตามเดิม คือ ช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) มีปัจจัยสนับสนุน คือ 1. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภค-บริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่าย ลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3. การขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออก ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ 1. ความยืดเยื้อของความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง 2. ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก 3. ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อ SMEs ด้อยลง และ 4. ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง และกระทบต่อภาคการเกษตรมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2569 ดังนี้ 1. บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก ต้นทุนที่สูงขึ้น 2. ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 3. รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ 4. เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% 5. ดูแลภาคเกษตร และบริหารจัดการน้ำ เพื่อรับมือปรากฏการณ์ "ซุปเปอร์เอลนีโญ" ในช่วงครึ่งปีหลัง และ 6. แก้ปัญหาหนี้สินและสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุกและช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนเผยยอดค้าปลีก-การลงทุน-ผลผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัวเดือนเม.ย. เหตุสงครามอิหร่านกระทบศก. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ยอดค้าปลีก ซึ่งเป็นมาตรวัดการอุปโภคบริโภค ขยับขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกเดือนเมษายน 2569 ยังต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% และชะลอตัวลงจากเดือนมีนาคม ที่ปรับตัวขึ้น 1.7% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายน ของจีนปรับตัวขึ้น 4.1% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนมีนาคม ที่เพิ่มขึ้น 5.7% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.9% สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ปรับตัวลง 1.6% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี สวนทางกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.6% ส่วนในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมืองของจีนปรับตัวขึ้น 1.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเปิดเผยล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้บั่นทอนแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก นอกจากนี้ NBS เปิดเผยว่า อัตราว่างงานในเขตเมืองของจีนลดลงแตะระดับ 5.2% ในเดือนเมษายน จากระดับ 5.4% ในเดือนมีนาคม
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)