ข่าวประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. ก.อุตฯ ดัน "มอก.แผงโซลาร์เซลล์" ยกระดับมาตรฐานภาคบังคับภายในปี 70 (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภายในบ้าน เพื่อลดค่าไฟฟ้าและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือความปลอดภัยในการเลือกซื้ออุปกรณ์และการติดตั้งที่ให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ออกมาตรฐานครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอเตอร์ คอนเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ สายไฟ PV การออกแบบติดตั้งและทดสอบระบบ ซึ่งกำลังผลักดันเป็นมาตรฐานบังคับภายในต้นปี 2570 ซึ่งการผลักดัน มอก. ระบบแผงโซลาร์เซลล์ จะเป็นเครื่องมือวางโรดแมป สนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการผลิตอุปกรณ์ครบวงจรในประเทศ ขณะเดียวกัน จะมีการออกคู่มือการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ปลอดภัย โดยก่อนติดตั้ง ควรศึกษาก่อนว่า ระบบโซลาร์เซลล์ที่ต้องการใช้งานเป็นแบบใด ทั้งระบบ On-grid ที่เชื่อมต่อกับไฟฟ้าของการไฟฟ้า ระบบ Off-grid ที่ใช้ไฟแยกเฉพาะ หรือระบบ Hybrid ที่ผสมทั้งสองแบบ เพื่อเลือกให้เหมาะกับงบประมาณและลักษณะการใช้งาน นอกจากนี้ ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายรับรอง มอก. หรือ มาตรฐานสากล รวมถึงเลือกสายไฟและอินเวอร์เตอร์ที่เหมาะสมกับระบบ เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับด้านการติดตั้งควรใช้บริการช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน และสามารถติดต่อดูแลหลังติดตั้งได้ ขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านควรตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ สายไฟ ตู้ควบคุม และควรติดตั้งถังดับเพลิงชนิด CO2 ไว้ภายในบ้านด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีออกมาตรการจูงใจแรงโดยให้ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับครัวเรือนที่ติดตั้งระบบ On-grid ภายในปีภาษี 2568-2570 และยังมีการอนุมัติรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคประชาชน (โซลาร์ครัวเรือน) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ด้วย

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. กกร.จี้ปลดล็อกขาดแรงงาน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน (กกร.) ว่าจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องการ    ขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น โดยการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที ขณะเดียวกันภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ ยังขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถการแข่งขันของประเทศ เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมกกร. ได้ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2-1.6% จากเดิม 1.6-2% ขณะที่การส่งออกจะติดลบ 1.5-ติดลบ 0.5% และเงินเฟ้อจะขยายตัวเพิ่มเป็น 2-3% จากเดิมที่คาดไว้ 0.2-0.7% เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังวางใจไม่ได้ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน โดยเศรษฐกิจระยะข้างหน้ายังมีความท้าทาย จำเป็นต้องติดตามผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออก กลางต่อราคาวัตถุดิบและปัญหา  การขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ ทั้งนี้ ประเทศไทยควรเร่งการลงทุนในด้านของการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ามันและก๊าซ และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพภายใต้ Reinvent Thailand จะยิ่งสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. บีโอไอปลื้มงานซับคอนคึกคัก ดันผู้ประกอบการสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงผลการจัดงาน “SUBCON Thailand 2026” หรือ “งานแสดงและจับคู่ธุรกิจด้านการรับช่วงการผลิตและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของอาเซียน” ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 13-16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ไบเทค บางนา ว่ามีผู้เข้าร่วมชมงานทะลุ 50,000 คน เกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 9,600 คู่ และคาดการณ์มูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหลังจบงานสูงถึง 23,000 ล้านบาท ตอกย้ำสถานะแพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน สำหรับงาน SUBCON Thailand 2026 จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือสามฝ่ายระหว่างบีโอไอ สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ โดยทำหน้าที่เป็น One Stop Sourcing Platform เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายชิ้นส่วนจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงอากาศยาน ทั้งนี้ สำหรับจุดแข็งสำคัญของงานปีนี้คือกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถปิดดีลการซื้อขายชิ้นส่วนได้จริงภายในงาน และส่วนใหญ่ยังมีการนัดหมายหารือต่อหลังจบงานเพื่อสานต่อความร่วมมือระยะยาว นอกจากการซื้อขายโดยตรงแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังมองว่า SUBCON Thailand ช่วยเปิดโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีใหม่ ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อระดับนานาชาติส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและมาตรฐานของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยมองว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้

อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน สะท้อนให้เห็นว่า SUBCON Thailand เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ตั้งแต่การซื้อขายชิ้นส่วน การรับช่วงการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเกินคาดที่ 2.1% ใน Q1 อานิสงส์การบริโภค-ส่งออกฟื้นตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569)

ทางการญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 ของญี่ปุ่น ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7% และดีกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 1.3% โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการส่งออกที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 0.5% ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.4% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 0.3% สำหรับการบริโภคในภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ปรับตัวขึ้น 0.3% ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง และการใช้จ่ายในร้านอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาส 4/2568 เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดสหรัฐฯ ตลอดจนความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่วนการนำเข้าในไตรมาส 1/2569 มีการขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.5% นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่า การลงทุนของภาคธุรกิจในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)