ข่าวประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. "วราวุธ" รวมพลัง ONE MIND เสริมแกร่งเอสเอ็มอี (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้แสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเอสเอ็มอีไทย แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการ "CEO Exclusive Program : Mastering CFO Mindset, AI Financial Strategy and Capital Expansion" จัดโดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภายใต้กำกับทุกแห่ง พร้อมรวมพลังเป็น “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกมิติ เพิ่มศักยภาพ ก้าวทันเทรนด์โลก สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับสากล และเป็นประธานสักขีพยานในการมอบป้ายสินเชื่อและร่วมลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับการสนับสนุนจาก SME D Bank

อย่างไรก็ตาม ภายในงาน มี นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ SME D Bank ให้การต้อนรับ และนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ เพื่อมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะด้านบัญชี การเงิน และการบริหารธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. 'ดัชนีอุตฯ' เม.ย.ดิ่ง เตือน 'หนี้รัฐ-พลังงาน' ฉุดศก. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 85.3 ปรับตัวลดลงจาก 88.6 ในเดือนมีนาคม 2569 มีสาเหตุจากภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว เพราะวันทำงานลดลงช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกทรงตัวในระดับสูง เดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,000 ล้านบาท ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม 20,000 ล้านบาท เพิ่มภาระทางการเงินของกองทุนฯ นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมสูงขึ้น เป็นผลจากราคาพลังงาน ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะที่ค่าระวางเรือเส้นทางสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และค่าประกันภัยขนส่งจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์และส่งออกสูงขึ้น อีกทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของภาครัฐยังล่าช้า มีอัตรา 38.31% ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 45% ส่งผลให้การหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งนี้ จากผลการสำรวจผู้ประกอบการ 1,354 ราย 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนเมษายน 2569 พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก 46.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6% ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 92.8 ลดลงจาก 95.9 ในเดือนมีนาคม 2569 มีปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจเพิ่มแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะและเสถียรภาพการคลังในระยะยาว นอกจากนี้ต้นทุนสินค้ายังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง อาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้า และสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อไตรมาส 2/69 รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังกดดันราคาพลังงานในตลาดโลก ทำให้ต้นทุนภาคอุตสาหกรรมและภาคท่องเที่ยวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ 1. ส่งเสริมภาครัฐขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ.ส่วนกลางและ กรอ.พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 2. เสนอให้ภาครัฐตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จสำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ 3. เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่นๆให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม และ 4. เสนอให้ภาครัฐสนับสนุน ส.อ.ท. เป็นกลไกช่วยเชื่อมโยง SMEs สู่แหล่งทุนและมาตรการสนับสนุน ผ่านระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อให้ SMEs เข้าถึงมาตรการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

 

3. จี้เร่งสปีดเอฟทีเอไทย-อียู (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สหภาพยุโรป (อียู) ได้ปรับกลยุทธ์เร่งเจรจาทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศคู่ค้าสำเร็จแล้วหลายแห่งอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องยกระดับการเจรจา เอฟทีเอไทย-อียู ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและไม่ให้ประเทศต้องตกขบวนจากกระแสการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ทั้งนี้ หากไทยยังไม่สามารถเร่งกระบวนการเจรจาให้สำเร็จได้ตามเป้าหมาย ประเทศจะเสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอาเซียนอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ ได้ทำเอฟทีเอกับอียูสำเร็จไปก่อนแล้วทำให้สินค้าจากประเทศเหล่านั้นได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและสามารถเข้าถึงตลาดของยุโรปได้โดยตรง ส่งผลให้สินค้าส่งออกหลักของไทยบางประเภทอาจสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและเสียเปรียบด้านราคาในระยะสั้น โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 อียูได้สรุปผลการเจรจากับกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ตอนล่าง หรือเมอร์โคซูร์ 4 ประเทศ บราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัย รวมถึงยังเจรจาเอฟทีเอสำเร็จกับอินเดีย และออสเตรเลียไปแล้ว สะท้อนว่าอียูมุ่งมั่นที่จะสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หากไทยปล่อยให้การเจรจายืดเยื้อ อาจเสียโอกาสดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานยุโรปอาจหลุดมือไป ซึ่งปัจจุบันการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู คืบหน้าไปแล้ว 11 จาก 24 บท โดยผ่านการหารือรอบที่ 8 ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และมีกำหนดการประชุมครั้งถัดไปในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไทยต้องมุ่งมั่นปิดข้อบทที่เหลือให้ได้"

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางแก้เกม สนค. ชี้ว่า ไทยต้องเร่งเครื่องเจรจาให้จบภายในปี 2569 ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้ โดยนอกจากการเจรจาในระดับนโยบายแล้ว ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวเข้าสู่การค้าในรูปแบบใหม่ ทั้งการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของอียู ซึ่งตลาดอียูนับเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยที่มีกำลังซื้อสูงและมีจีดีพีกว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การปิดดีลให้สำเร็จได้ตามกรอบเวลาที่วางไว้ จึงมีความสำคัญ

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. อินโดฯ ตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 70 โตสูงสุด 6.5% คุมขาดดุลงบต่ำกว่า 2.4% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 21 พฤษภาคม 2569)

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย เปิดเผยกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและเป้าหมายการคลังสำหรับปี 2570 โดยตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด 6.5% พร้อมรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1.5-3.5% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ให้อยู่ที่ประมาณ 16,800-17,500 รูเปียห์/ดอลลาร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลคาดว่าจะอยู่ในช่วง 6.5-7.3% สำหรับการขาดดุลงบประมาณในปี 2570 จะถูกควบคุมให้อยู่ในช่วง 1.8-2.4% ของ GDP ซึ่ง นโยบายการคลังและการเงินจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของสกุลเงินรูเปียห์ ในส่วนของภาคพลังงาน รัฐบาลประเมินราคาน้ำมันดิบปี 2570 ไว้ที่ 70-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ผู้นำอินโดนีเซียยังเสริมว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดอัตราความยากจนลงสู่ระดับ 6-6.5% และลดอัตราว่างงานลงสู่ระดับ 4.3-4.8% ภายในปี 2570 พร้อมย้ำว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องสะท้อนผ่านการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)