ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. เร่งยกระดับ SMEs-วิสาหกิจชุมชน สู่ศก. มูลค่าสูง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย "ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" โดยมอบหมายให้ดีพร้อม เร่งยกระดับ SMEs และวิสาหกิจชุมชนไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม เงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายตลาด ภายใต้แนวคิดการทำงานเชิงรุก ผ่านศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค (DIPROM Center) ทั่วประเทศ โดยจะวางบทบาทให้ดีพร้อมเป็นศูนย์กลาง การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย (Industrial Transformation Hub) เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อัจฉริยะ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Smart & Green Industry) ให้ความสำคัญทั้งด้านศักยภาพการแข่งขัน นวัตกรรม และความยั่งยืน ทั้งนี้ ได้เร่งขับเคลื่อน 3 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มูลค่าสูง มุ่งส่งเสริมการพัฒนา "ผ้าไทย" ยกระดับ เทคโนโลยีเส้นใย นวัตกรรมการทอ และการออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน ต่อยอดสู่ตลาดแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ พร้อมผลักดัน Soft Power ไทยสู่ตลาดโลก 2. อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง มุ่งเชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ผ่านการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม การแปรรูป และเทคโนโลยี ชีวภาพเข้ามาเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (BIO Industry) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และ 3. อุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน พร้อมผลักดันสู่ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงและอาหารแห่งอนาคตเสริมความแข็งแกร่ง ให้ระบบเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ DIPROM Center ทั่วประเทศทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยการลงพื้นที่วิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาของผู้ประกอบการแบบเฉพาะพื้นที่ เพื่อออกแบบแนวทางพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละจังหวัด และเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครื่องมือ และเครือข่ายสนับสนุนให้เข้าถึงผู้ประกอบการได้รวดเร็วและตรงจุด โดยพร้อมกันนี้ ยังเร่งช่วย SMEs และวิสาหกิจชุมชน ปรับตัวรับกติกาโลกใหม่ด้าน สิ่งแวดล้อม ทั้ง CBAM, Carbon Footprint และเป้าหมาย Net Zero ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียว พลังงานสะอาด และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ควบคู่กับการผลักดันการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานรากไทยในระยะยาว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
2. ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 4 เดือนพุ่ง 1.29 แสนล้าน จีนแชมป์เงินลงทุนสูงสุด (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569)
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 438 ราย แบ่งเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 340 ราย ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ ทั้งนี้ มูลค่าเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 129,332 ล้านบาท โดยต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 77 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,951 ล้านบาท ในธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการศูนย์กีฬาและศูนย์ออกกำลังกาย รวมถึงธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูป และเม็ดพลาสติก อันดับ 2 จีน 65 ราย คิดเป็น 15% เงินลงทุน 25,092 ล้านบาท ในธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะขึ้นรูป และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม อันดับ 3 ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% เงินลงทุน 24,724 ล้านบาท ในธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค ธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้า ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ Printed Circuit Board Assembly หรือ PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ อันดับ 4 สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 23,575 ล้านบาท ในธุรกิจค้าส่งเครื่องจักร เครื่องกล วัสดุเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมชิ้นงาน ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนเครื่องจักร และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และอันดับ 5 ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% เงินลงทุน 8,066 ล้านบาท ในธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร ธุรกิจพัฒนาและปรับปรุงซอฟต์แวร์ และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า เช่น โลหะหล่อขึ้นรูป สวิตช์สำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า จำนวนธุรกิจต่างชาติที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 75 ราย หรือ 21% จาก 363 ราย เป็น 438 ราย ขณะที่มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 71,472 ล้านบาท หรือ 124% จาก 57,860 ล้านบาท เป็น 129,332 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 3,455 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,141 คน หรือ 49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการจ้างงาน 2,314 คน สำหรับธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ Aircraft Engine Case ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน หรือ TISO กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ หรือ IBC และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ หรือ IPO รวมถึงธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม ด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2569 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุน 134 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 26 ราย หรือ 24% โดยมีมูลค่าการลงทุน 49,957 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด นักลงทุนในพื้นที่ EEC ส่วนใหญ่มาจากจีน 43 ราย เงินลงทุน 21,095 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22 ราย เงินลงทุน 7,042 ล้านบาท สิงคโปร์ 19 ราย เงินลงทุน 7,940 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 50 ราย เงินลงทุน 13,880 ล้านบาท ธุรกิจที่ลงทุนในพื้นที่ EEC อาทิ ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจซ่อมแซมและบำรุงรักษาอุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง และธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ชิ้นส่วนเครื่องจักร และผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพและเสียง
นายนาวา จันทนสุรคน
ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. 10 สมาคมเหล็กเร่งรัฐ เลิกโรงงาน IF-สกัดทุ่มตลาด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569)
นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผู้บริหาร 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้เข้าพบผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อรายงานสถานการณ์ โดยอุตสาหกรรมเหล็กไทยยังประสบ 2 ปัญหาหลัก ได้แก่ 1. สินค้าเหล็กทุ่มตลาดทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะจากจีนซึ่งปีที่แล้วส่งออกเหล็กไปทั่วโลกมากถึง 119 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภูมิภาคต่างๆในโลกได้ใช้ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention: AC) เป็นต้น ทำให้สินค้าเหล็กกลุ่มนี้ทะลักเข้ามายังไทยอย่างรุนแรง แม้ไทยจะใช้มาตรการ AD และ AC แต่ยังมีช่องโหว่ที่ผู้นำเข้าหลบเลี่ยงกฎหมาย ไทยจึงเสมือนสนามรบ เพราะขณะที่ดีมานด์ถดถอย การแข่งขันจากเหล็กราคาถูกจากต่างชาติก็รุนแรงขึ้น จากการที่หลายประเทศโดยเฉพาะจีน เร่งระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน และ 2. โรงงานเหล็กเตาหลอมประเภท Induction Furnace (IF) ที่ถูกรัฐบาลจีนสั่งปิด เพราะก่อมลพิษ เครื่องจักรเก่าราคาถูกจึงทะลักเข้าไทย ทำลายกลไกตลาด และสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กจำนวนมากในไทยซึ่งใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานสูงกว่า
อย่างไรก็ตาม 10 สมาคมเหล็กจึงเสนอสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) บังคับใช้ มอก. เพื่อควบคุมการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF โดยเข้มงวด และขอเรียกร้องให้ไทยยกเลิกให้มีโรงงานเหล็กที่ใช้เตา IF โดยกำหนดช่วงให้ผู้ประกอบการเตา IF เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีภายใน 3 ปี เป็นต้น
ข่าวต่างประเทศ
4. PMI รวมขั้นต้นเยอรมนีพ.ค.หดตัวเดือนที่ 2 ผลพวงสงครามอิหร่าน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนของเยอรมนีหดตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนพฤษภาคม 2569 เนื่องจากสงครามในอิหร่านได้ฉุดรั้งการ ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ บั่นทอนอุปสงค์ และผลักดันให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้นของเยอรมนี ขยับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 48.6 ในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 48.4 ในเดือนเมษายน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 48.4 ซึ่งดัชนี PMI ที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะหดตัว ส่วนดัชนีที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะขยายตัว ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์จากเอสแอนด์พี โกลบอล มาร์เก็ต อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า จากข้อมูลดัชนี PMI ขั้นต้นเดือนพฤษภาคม ที่ส่งสัญญาณการลดลงของกิจกรรมทางธุรกิจเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันนั้น ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจเยอรมนีกำลังอยู่ในทิศทางที่จะหดตัวในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งการลดลงดังกล่าวนำโดยภาคบริการ ซึ่งกิจกรรมทางธุรกิจหดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 แม้ในอัตราที่ชะลอลงก็ตาม โดยดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นขยับขึ้นสู่ระดับ 47.8 ในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 46.9 ในเดือนเมษายน แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตก็อยู่ในภาวะชะงักงัน โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 49.9 ในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 51.4 ในเดือนเมษายน
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงส่งผลสะท้อนไปถึงราคาอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อด้านต้นทุนการผลิตเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง อันเนื่องมาจากผลกระทบลูกโซ่ของราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและภาวะขาดแคลนอุปทาน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)