ข่าวประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. วราวุธเล็งถก 3 กระทรวงปฏิรูปน้ำตาลทราย (ที่มา: แนวนหน้า, ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะผู้บริหาร 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ได้เข้าพบเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรววงอุตสาหกรรม และรับทราบนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมทั้งแนวทางการประสานความร่วมมือร่วมกัน โดยสมาชิก 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ประกอบด้วย โรงงานน้ำตาลทราย 58 แห่งทั่วประเทศ มีการหารือประเด็นขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยผลักดัน อาทิ การให้ความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย, การขายน้ำตาลทรายในประเทศโดยตรง, การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวล และการส่งออกน้ำตาลทรายไปต่างประเทศ ทั้งนี้ ต้องขอบคุณผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทราย เกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการลดการเผาอ้อยลง เหลือเพียง 3.8% กระทรวงอุตสาหกรรมยินดีทำงานร่วมกับทางสมาคมฯ อย่างใกล้ชิด ต่อจากนี้จะได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการขยายตลาดส่งออก และการแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้าสินค้าน้ำตาลทราย, กระทรวงพลังงาน เรื่องการจัดสรรโควตารับซื้อไฟฟ้าชีวมวลในราคาคุ้มต้นทุน เพื่อให้มีเงินส่วนเพิ่มนำไปช่วยเหลือชาวไร่อ้อย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการปลูกอ้อย พื้นที่ในและนอกเขตชลประทาน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้เอทานอล E20 และ E85 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเบนซิน และตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เร่งเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการและชาวไร่อ้อย ด้วยการต่อยอดการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้น้ำตาลมีค่าความหวานเพิ่มขึ้น ส่งเสริมเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้ผลผลิตต่อไร่และปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ แปรรูปและผลิตของที่มีมูลค่าสูง เช่น น้ำตาลฟรุกโตส กลีเซอรีน ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ยา โดยเน้นคุณภาพ ไม่ใช่แค่ปริมาณ หรือแค่น้ำตาลทรายอย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ เพื่อนำไปพัฒนาเครื่องมือการเก็บเกี่ยวใบอ้อยเพื่อทำถ่านชีวภาพ (Biochar) ทางกระทรวงอุตสาหกรรม และ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย จะได้มีการหารือร่วมกันเป็นระยะ เพื่อติดตามความก้าวหน้าต่อไป

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

2. ชง Pilot Project ศุภจียกระดับส่งออกไปจีน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นไปในทิศทางที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีไทย-จีน นอกจากนี้ ไทยยังชื่นชมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง (High Quality Development) ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับภาคการผลิต สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของไทยที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่ "สินค้าคุณภาพสูง" หรือ "สินค้าพรีเมียม" เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายทั้ง 2 ประเทศ โดยไทยซึ่งมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้วจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิต เพื่อขยายตลาดไปยัง ผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องอาจเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาประเทศของจีนในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) โดยความร่วมมือแบบ co-creation ดังกล่าว มีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมาคือการเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ให้ตลาดจีน รวมถึงขยายไปยังตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ได้ขอให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศแล้ว ยังสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน ซึ่งตนมองว่าเป็น win-win solution ของ 2 ประเทศ หากสำเร็จ รูปแบบของโครงการนำร่องดังกล่าวจะกลายเป็น "โมเดลความสำเร็จ" ที่นำไปสู่การต่อยอดในสินค้าอื่นได้ในอนาคต นอกจากนี้ ตนยังเสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังไทย ไม่กระทบต่อ SME ของไทย ขณะเดียวกันสินค้า SME ของไทยจะเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน โดยได้ขอรับการสนับสนุนจากรองนายกฯจีน ในการช่วยส่งเสริม ช่องทางการค้าขายให้ SME ไทย ผ่านการ จัดทำ "Thai National Pavillion" ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น

 

นายวีรชัย มั่นสินธร

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

3. อานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส ส.อ.ท.ลุ้นดันจีดีพีเอสเอ็มอีพุ่ง 35-40% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2569)

นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ประธานสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย-จีน เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส มีแนวคิดที่ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การเพิ่มการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาทักษะ และการยกระดับขีดความสามารถของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ   เอสเอ็มอี หากดำเนินการได้จริงและเชื่อมโยงกันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยอาจกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี : GDP) ของเอสเอ็มอีโตขึ้น 35-40% หากมีแนวปฏิบัติแต่ละมาตรการเป็นอย่างดี ซึ่งโครงการดังกล่าวมีศักยภาพช่วยกระตุ้นได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ในภาคการผลิต ซึ่งช่วงที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ขาดสภาพคล่อง ขาดแรงงานทักษะ และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า อีกทั้งมาตรการ Made in Thailand Plus (MiT Plus) จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทยสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีงบประมาณในแต่ละปีจำนวนมาก โดยที่ผ่านมาการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐต่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณ 720,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43% ของมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด หากมาตรการสนับสนุน MiT Plus ประสบความสำเร็จ ตัวเลขการจัดซื้อจัดจ้างของเอสเอ็มอีอาจสูงขึ้นอย่างน้อย 45-50% รวมถึงจะช่วยสนับสนุน Local Supply Chain มีแนวโน้มจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเสนอถึงรัฐบาล คือ 1. บังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุนทั้งเอสเอ็มอี และสินค้า Made in Thailand ให้เข้มข้นมากขึ้น 2. สนับสนุนการลงทุน Automation และ AI อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การจัด Voucher หรือ Matching Fund สำหรับติดตั้งระบบ Automation และ AI รวมถึงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 50-70% ของค่าใช้จ่ายสำหรับเอสเอ็มอี 3. ส่งเสริมการลดต้นทุนพลังงาน อาทิ ขยายมาตรการ Solar Rooftop ภาคอุตสาหกรรม การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนด้านพลังงาน และสนับสนุนระบบบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน 4. สร้างตลาดควบคู่กับการให้ทุน อาทิ เชื่อมโยงเอสเอ็มอีเข้าสู่ Supply Chain ของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ เพิ่มกิจกรรม Business Matching และส่งเสริมการส่งออกต่อเนื่อง และ 5. ตั้งศูนย์วินิจฉัย SME Health Check ตรวจวิเคราะห์การเงิน การผลิต พลังงาน ดิจิทัล และตลาด พร้อมเชื่อมต่อมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. GDP สิงคโปร์ Q1/2569 ขยายตัว 6% YoY, 1% QoQ สูงกว่าคาด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2569)

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 6.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นอย่างเป็นทางการซึ่งอยู่ที่ระดับ 4.6% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาสแบบปรับค่าฤดูกาลแล้ว GDP ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 1.0% สวนทางกับตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่คาดว่าจะหดตัว 0.3% โดยกระทรวงฯ ยังคงคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ไว้ที่ 2.0% ถึง 4.0% แต่เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เศรษฐกิจเสี่ยงที่จะทรุดต่ำลงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากอย่างมีนัยสำคัญสำหรับดัชนีอัตราเงินเฟ้อประจำเดือนเมษายน 2569 มีกำหนดจะแถลงเผยแพร่ออกมาในบ่ายวันนี้ โดยก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยับสูงขึ้น 1.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี และบรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดหมายว่าตัวเลขในเดือนเมษายน จะทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ประกาศคุมเข้มนโยบายการเงิน เนื่องจากกังวลว่าสงครามอิหร่านอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินเฟ้อ หลังจากที่ MAS ได้คงนโยบายไว้ตามเดิมในการประชุม 3 ครั้งก่อนหน้านี้ (มกราคม, ตุลาคม และกรกฎาคม) และเพิ่งจะผ่อนปรนนโยบายลงไปเมื่อเดือนเมษายน ปีที่แล้ว นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา MAS ยังได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานและดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 ขึ้นไปอยู่ที่ 1.5% ถึง 2.5% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้เพียง 1.0% ถึง 2.0%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)