ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. ไทยหวังปิดดีล FTA อียู เร็ว ขอทีมไทยแลนด์ช่วยดันเจรจาทุกมิติ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี และใช้โอกาสนี้ขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และทีมไทยแลนด์ ร่วมกันทำงาน ช่วยกันผลักดัน และสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกมิติ ทั้งการชี้แจงผลประโยชน์ ความร่วมมือการค้า การลงทุน การรับมือกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำ FTA เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยปัจจุบันไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สามารถสรุปผลได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท และยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือเพิ่มเติม อาทิ กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการค้าดิจิทัล ทั้งนี้จะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งไทยตั้งเป้าเจรจาให้จบโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป ไม่เช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่มี FTA กับ EU แล้ว ซึ่งได้ขอความร่วมมือคณะทูตในการชี้แจงผู้ประกอบการในยุโรป ว่าไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนและเป็นแหล่งนำเข้าให้ EU หลังจาก EU ต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเดิม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมูลค่าสูง สินค้าเกษตรแปรรูป โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมจะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้เจอกันและทำธุรกิจร่วมกันต่อไป นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของ EU ในด้านความมั่นคงอาหาร (Food Security) สุขภาพ (Health) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ โดยไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลาง โลจิสติกส์ของเอเชีย เป็น Heart of Asia ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดกิจกรรมในการผลักดันการส่งออกสินค้าและภาคบริการไทยสู่ตลาด EU อย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีมีโครงการและกิจกรรมกว่า 100 ครั้ง ก็ขอให้ทีมไทยแลนด์ ช่วยสนับสนุนการทำงานต่อไป สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเจาะตลาด EU กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินการตั้งแต่การเพิ่มพูนความรู้ และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า พาไปเจรจาจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการ sourcing สินค้าทุนและเทคโนโลยีที่จำเป็น การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล
ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI)
2. NFI หนุนเอกชนเจาะธุรกิจอาหารอินเดีย (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569)
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) เปิดเผยว่า สถาบันอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าผนึกกำลังยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม และความยั่งยืน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายภาคธุรกิจ ตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยในเวทีโลก และศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาค ทั้งนี้ ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งมีจุดแข็งด้าน โครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำ ให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหารความปลอดภัยและความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. 'ตลาดตะวันออกกลาง' ทรุด ส.อ.ท.หวั่นสงครามฉุดเป้าผลิตรถยนต์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรม ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้เดือนเมษายน 2569 มี 103,794 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 0.44 มาจากการผลิตเพื่อขายในประเทศลดลงร้อยละ 1.70 เพราะการผลิตรถยนต์นั่งลดลงร้อยละ 16.77 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 แต่รถยนต์ที่ผลิตได้เดือนมกราคม – เมษายน 2569 มี 473,545 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 4 ซึ่งการผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลาง อาจทำให้การผลิตเพื่อส่งออก ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้หากสงครามยืดเยื้อนานกว่า 3 เดือน ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเมษายน 2569 มีจำนวน 48,394 คัน เพิ่มขึ้น จากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 2.54 ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2569 มียอดขาย 230,477 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 15.02 เนื่องจากมีการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งการออกรถรุ่นใหม่และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนเมษายน 2569 มีจำนวน 60,190 คัน ลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 8.43 จากการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง ที่ลดลงถึงร้อยละ 91.76 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 เนื่องจากสงครามที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ขณะที่เดือนมกราคม - เมษายน 2569 ส่งออกรถยนต์ได้ 280,184 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 3.45
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัจจัยลบที่น่ากังวลมาก คือ การปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งจะซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนคงราคาไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอ ส.อ.ท.ยังต้องติดตามภาวะสงครามเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2569 ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน เพื่อประกอบการทบทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 โดยขณะนี้ยังคงเป้าหมายอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน
ข่าวต่างประเทศ
4. ความเชื่อมั่นภาคการผลิตเกาหลีใต้เดือนมิ.ย. พลิกกลับมาแดนบวก (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569)
สถาบันเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรมและการค้าแห่งเกาหลี (KIET) เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นภาคการผลิตของเกาหลีใต้ดีดตัวกลับสู่แดนบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน แม้ยังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่องในตะวันออกกลาง โดยดัชนีผลสำรวจความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ (PSI) สำหรับแนวโน้มธุรกิจภาคการผลิตเดือนมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 107 จาก 95 ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ดัชนี PSI อยู่เหนือระดับ 100 ซึ่งสะท้อนว่าผู้เชี่ยวชาญที่มีมุมมองเชิงบวกมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเชิงลบ โดยก่อนหน้านี้ ดัชนีดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ต่อเนื่องในเดือนเมษายน และพฤษภาคม ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวในเดือนมิถุนายน ซึ่งเมื่อแยกตามรายอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มดีที่สุด โดยดัชนีอยู่ที่ 156 ในเดือนมิถุนายน เพิ่มจาก 150 ที่คาดการณ์ไว้สำหรับเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมจอภาพ ยานยนต์ เครื่องจักร และชีวสุขภาพ ต่างรายงานความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในภาคต่อเรือและเหล็กปรับลดลง โดยดัชนีอยู่ที่ 100 และ 122 ตามลำดับ ลดลง 7 และ 24 จุดจากเดือนก่อนหน้า ส่วนอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือและสิ่งทอ ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ที่ 80 และ 93 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นยังอยู่ในแดนลบ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)