ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. เคาะ FTA เอฟตาและภูฏาน (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ ได้นำความตกลงทางการค้า 5 ฉบับ เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) 2 ฉบับ ได้แก่ FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA หรือเอฟตา) และFTA ไทย-ภูฏาน รวมถึงการยกระดับความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน และความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) และฉบับสุดท้าย พิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบทั้ง 5 ฉบับ สำหรับ FTA ไทย-EFTA ถือเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป ประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และลิกเตนสไตน์ ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและจะยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจำนวนมากให้กับไทยทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ทำให้ไทยจะได้ประโยชน์ในการขยายโอกาสส่งออกสินค้าและบริการหลายอย่างที่ไทยมีศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม ส่วน FTA ไทย-ภูฏาน ทั้ง 2 ฝ่ายจะยกเว้นอากรนำเข้าทันทีเมื่อความตกลงมีผลใช้บังคับ สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ อาทิ ยานยนต์ และชิ้นส่วน น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปอาหารปรุงแต่ง สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงวัตถุดิบจากภูฏานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
2. กนอ.ชี้สุพรรณบุรีพร้อมมาก ลุยศึกษาตั้งนิคมฯเกษตรมูลค่าสูง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น กนอ.จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งส่งเสริม "อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน" เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรในประเทศ โดย กนอ.ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อผลักดันให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนเป็นโอกาส ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้ ผลการศึกษาและพิมพ์เขียวเบื้องต้น พบว่า จังหวัดสุพรรณบุรี มีความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะมิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่างแห้วสุพรรณ ซึ่งต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ โดยวางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้าน คือ 1. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2. บริการอนุมัติที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว อำนวยความสะดวกนักลงทุนครบวงจร และ 3. สร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน พัฒนานิคมอุตสาหกรรมตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ กระจายรายได้สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม หากนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรีสำเร็จ จะยกระดับสุพรรณบุรี จากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงของภูมิภาค นอกจากจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนตามเป้าหมายกระทรวงอุตสาหกรรม
นายนาวา จันทนสุรคน
ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
3. 10 สมาคมเหล็กชงรัฐแบน IF (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2569)
นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และแกนนำกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการสอบถามและให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ชี้แจงข้อเท็จจริงในการพิจารณาอนุญาตให้โรงงานผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมอินดักชัน (Induction Furnace : IF) แห่งหนึ่งกลับมาดำเนินกิจการได้อีก โดยในการประชุมนี้ทางกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ได้นำเสนอข้อมูลเอกสารแต่ยังไม่มีโอกาสอธิบายชี้แจงต่อทางคณะกรรมาธิการ ทั้งนี้ ในการประชุมกรรมาธิการหลายท่านมีข้อสงสัยมากถึงความโปร่งใสในการกำกับดูแลโดยเฉพาะกรณีของโรงงานดังกล่าวซึ่งไม่มีเตาปรับคุณภาพน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF) แต่อย่างใด โดยมีคำถามสำคัญว่าหากใน รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และกระบวนการที่ขออนุญาตไว้ระบุให้มี Ladle Furnace ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ (Critical Process) แต่โรงงานดังกล่าวซึ่งไม่มี Ladle Furnace ทำไมจึงยังได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ทำไมกระทรวงอุตสาหกรรมยอมรับคำอ้างของโรงงานโดยง่ายว่ามีกระบวนการอื่นมาทดแทนก็เพียงพอเหมาะสมแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตามจุดยืนของกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก นายนาวายืนยันว่าประเทศไทยต้องไม่ถอยหลังด้วยการลดหย่อนมาตรฐานสินค้า หรือพยายามทำให้ข้อกังวลด้านความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องเล็ก เพราะเมื่อชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน สิ่งที่สังคมต้องการ คือ ความจริง เตา IF เป็นเทคโนโลยีที่เก่าซึ่งรัฐบาลจีนได้กวาดล้างและยกเลิกมาตั้งแต่ ปี 2560 เนื่องจากกระบวนการผลิตดังกล่าวไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อนเช่นฟอสฟอรัสและกำมะถัน ออกจากน้ำเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล็กมีโอกาสเบี่ยงเบนไม่ได้มาตรฐานซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลจริงในประเทศไทย ซึ่ง สมอ.ได้นำมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ด้วย
ข่าวต่างประเทศ
4. แบงก์ชาติอินโดฯ ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% แตะ 5.75% สูงสุดรอบปี หวังพยุงรูเปียห์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2569)
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) เปิดเผยว่า ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 5.75% สอดคล้องการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อหวังดึงดูดเงินทุนไหลเข้าและสกัดแรงเทขายเงินรูเปียห์ รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ ที่กำลังทรุดตัวลงอย่างหนัก โดยความเคลื่อนไหวในวันนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินโดนีเซียอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 หลังจากที่เพิ่งประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายฉุกเฉิน 0.25% สู่ระดับ 5.50% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 1.00% จากการปรับขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ข้ามคืนในอัตราเท่ากัน 0.25% สู่ระดับ 4.75% และ 6.50% ตามลำดับ ทั้งนี้ อินโดนีเซียเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวเด่นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และจำนวนประชากรกว่า 280 ล้านคน ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองว่าอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ภาพลักษณ์ดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน หลังค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายอย่างหนัก และเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง จนบรรดานักวิเคราะห์เริ่มใช้คำว่า "Doom Loop" หรือ "วงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ" เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)