ข่าวประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)

 

1. "ดีพร้อม" คิกออฟงานใหญ่ “DIPROM Creative & Innovation 2026” ชูยุทธศาสตร์ AI และ Soft Power ยกระดับสินค้าชุมชน คาดเงินสะพัดกว่า 30 ล้านบาท (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569)

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยถึงความสำเร็จในการจัดงาน “DIPROM Creative & Innovation 2026” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ว่า งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนและวิสาหกิจที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์มากกว่า 50 รายการ ซึ่งผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยสู่สายตาตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินงานปีงบประมาณ 2569 ที่มุ่งเสริมสร้างทักษะให้ผู้ประกอบการรู้จักนำ AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเทรนด์ตลาดและพัฒนากระบวนการผลิต ซึ่งคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบันทิศทางของตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญต่ออารมณ์ความรู้สึกในการบริโภคและกระแสรักสุขภาพมากขึ้น ดีพร้อมจึงได้ปรับกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นเพียงมาตรฐานการผลิตแบบเดิม สู่การใช้ "ความคิดสร้างสรรค์ " และ "นวัตกรรม" เป็นหัวหอกสำคัญ โดยนำจุดแข็งด้าน Soft Power ของไทย เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป อาหารปลอดภัย สมุนไพร ตลอดจนความสำเร็จจากการปั้น "เชฟชุมชน" กว่า 10,000 รายทั่วประเทศ มาขยายผลต่อยอดสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น สิ่งทอ แฟชั่น และเครื่องประดับ รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถเล่าเรื่องราว (Storytelling) ของชุมชนได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการยกระดับสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชนกว่า 230,000 รายการทั่วประเทศให้แข่งขันได้ในระดับสากล ดีพร้อมได้วางกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการ (Support Ecosystem) อย่างครบวงจรใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. ด้านการวิจัยและมาตรฐาน: ผนึกกำลังกับกระทรวง อว. และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) พร้อมเปิดศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นเสมือน "Sandbox" สำหรับผู้ประกอบการในการทดลองผลิตและวิจัยสินค้าใหม่ๆ เพื่อขอรับรองมาตรฐาน (มอก.S, มผช.) 2. ด้านข้อมูลและเทคโนโลยี: สนับสนุนการใช้ AI เพื่อดึงฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำในการผลิต 3. ด้านช่องทางการตลาด: ผลักดันการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) นำสินค้าเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) ตลอดจนเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม E-commerce ระดับโลก ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok รวมถึงสนับสนุนการออกงานจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศ และ 4. ด้านแหล่งเงินทุน: เปิดตัว "DIPROM Pay" กองทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำพิเศษเริ่มต้นเพียง 2% (โดยมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดการใช้พลังงาน) พร้อมประสานความร่วมมือกับ สสว. และ SME D Bank เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสภาพคล่องได้อย่างไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนตามนโยบาย ‘DIPROM Flexi’ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการปลดล็อกขีดจำกัดของผลิตภัณฑ์และธุรกิจชุมชน โดยให้ผู้ประกอบการยึดมั่นในจุดแข็งและอัตลักษณ์ที่ทรงคุณค่าของท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการเติมเต็มองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างความยืดหยุ่น ปรับตัวให้เท่าทันกระแสโลก และสามารถสร้างผลกำไรกลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

 

 

2. คต.ยกทัพลุยเกาหลีใต้ สานสัมพันธ์รัฐและเอกชน เปิดตลาดข้าวไทยแดนกิมจิ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ "บุกตลาดใหม่" โดยมุ่งเน้นหาตลาดใหม่เพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรของไทยอย่างสินค้าข้าว ด้วยการส่งเสริมจัดกิจกรรมทางการค้าทุกรูปแบบ เช่น การนำคณะผู้แทนการค้าไปเจรจากับผู้นำเข้ารายสำคัญ เป็นต้น ตนจึงได้มอบหมายนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เมื่อวันที่ 7-10 มิถุนายน 2569 เพื่อพบปะหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวของเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการนำเข้าข้าวเพื่อไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีความต้องการข้าวในเชิงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับขณะนี้เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤติอุปทานในประเทศตึงตัว ราคาจำหน่ายข้าวในประเทศสูงขึ้น และรัฐบาลต้องนำข้าวในสต๊อกออกมาระบายเพื่อบรรเทาสภาวการณ์ดังกล่าว จึงเป็นจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการส่งเสริมและผลักดันข้าวไทยไปเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น สำหรับการเดินทางเยือนเกาหลีใต้ครั้งนี้ กรมฯ ได้พบหารือกับ กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายภาคการเกษตรโดยเฉพาะสินค้าข้าวของเกาหลีใต้ และหน่วยงาน Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation (aT) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการประมูลนำเข้าข้าวของเกาหลีใต้ โดยเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมฝ่ายเกาหลีใต้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเกาหลีใต้ผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการในประเทศ ประกอบกับต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง จึงนำเข้าข้าวจากต่างประเทศประมาณ 408,700 ตัน/ปี ซึ่งเป็นปริมาณตามที่ได้ตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยข้าวที่นำเข้าส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เช่น การผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว แป้ง ขนม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 10-20 นำไปใช้เพื่อการบริโภค (Table Use) อย่างไรก็ดี ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและจำนวนประชากรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อพยพเข้ามาอาศัย ในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการข้าวใน ร้านอาหารและโรงแรมเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะข้าวไทย ซึ่งจากผลสำรวจความต้องการข้าวของหน่วยงาน aT พบว่า ขณะนี้ข้าวไทยเป็นที่นิยมและชื่นชอบอย่างแพร่หลายในเกาหลีใต้

 

ดร.จุฬา สุขมานพ

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)

 

3. EEC บูมอุตฯ อาหารชี้จุดเด่นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569)

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026       ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ "Food Industry" โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหาร ผู้แทนหอการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 80 ราย ร่วมกัน แลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ตลอดจนโอกาสการลงทุนและการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร นวัตกรรม และการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงของภูมิภาค ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารนับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในช่วงปี 2561-2568 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรม ดังกล่าวในพื้นที่ EEC สูงกว่า 75,000 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่ EEC ในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอาหารที่เชื่อมโยงการผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการส่งออกสู่ตลาดโลก พร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ทั้งด้านอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน เทคโนโลยีอาหาร และนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทย ซึ่งจากทิศทางเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่ยุค ที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน นวัตกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารต้องเร่งปรับตัวสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดย EECO พร้อมจะขับเคลื่อนผลักดันเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและเกษตรอัจฉริยะ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านดร.ชลจิต วรวังโสวีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารของพื้นที่ EEC พร้อมฉายภาพศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงของภูมิภาค โดยชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ฐานการผลิตที่เข้มแข็ง และนโยบายส่งเสริมการลงทุนของ EEC จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านอาหาร แห่งอนาคตและนวัตกรรมอาหารจากทั่วโลก

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. PMI ภาคบริการญี่ปุ่นมิ.ย. กลับมาขยายตัว รับอานิสงส์คำสั่งซื้อใหม่ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569)

เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นเดือนมิถุนายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.2 จากระดับ 50.0 ในเดือนพฤษภาคม สะท้อนว่าธุรกิจกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหยุดนิ่งในเดือนก่อนหน้า ซึ่งดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว โดยกิจกรรมทางธุรกิจขยายตัวเป็นเดือนที่ 14 จาก 15 เดือนล่าสุด เว้นเพียงเดือนพ.ค. ที่ชะลอตัวลง ทว่าการเติบโตยังไม่มากนักและอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปี ซึ่งคำสั่งซื้อใหม่พุ่งขึ้นเร็วเป็นอันดับต้นๆ ในรอบ 2 ปี แม้คำสั่งซื้อส่งออกจะลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยภาคขนส่งได้รับอานิสงส์จากการเปิดตัวสินค้าใหม่และการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้ ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่มิถุนายน 2565 ตามราคาน้ำมัน พลังงาน อาหาร และค่าจ้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนราคาขายสินค้าและบริการชะลอตัวลงจากระดับที่เกือบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม สำหรับการจ้างงานยังเติบโตเพียงเล็กน้อย แม้จะดีขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นทางธุรกิจยังคงซบเซา เนื่องจากกังวลสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ด้านดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้าย ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 52.8 ในเดือนมิถุนายน จาก 51.1 ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 เดือน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)