ข่าวประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรงอุตสาหกรรม

 

 

1. จ่อคลอดมอก.ภาคบังคับโซลาร์ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ว่า ปัจจุบันกระทรวงได้ดำเนินการการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับระบบโซลาร์เซลล์และองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. ครอบคลุมถึง แผ่น PV (แผงโซลาร์เซลล์) แบต เตอรี่ ตัวแปลงกระแสไฟฟ้า (Con verter และ Inverter) และสายไฟ

อย่างไรก็ตาม นอกจากตัวอุปกรณ์แล้ว มาตรฐานดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงขั้นตอนการติดตั้ง ซึ่งกำหนดให้วิศวกรหรือผู้ดำเนินการติดตั้งต้องมีใบรับรองอย่างถูกต้อง โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อยู่ระหว่างกำหนดให้แผงเซลล์แสงอาทิตย์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานหรือมาตรฐานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในช่วงต้นปี 2570 เพื่อให้ระบบทั้งระบบได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อจะสร้างความปลอดภัยและลดความกังวล ช่วยป้องกันความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับมาตรฐานของอุปกรณ์และการติดตั้ง ช่วยให้เกิดความมั่นใจในการใช้งานระบบ Solar Roof

 

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)

 

 

2. พณ.จัดทีมบุกชิคาโกขยายตลาดแป้งมันสำปะหลัง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า กรมฯ มีกำหนดการนำคณะผู้แทนการค้า ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงพาณิชย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลังของไทย เดินทางเยือนนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2569 ตามนโยบาย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยคณะผู้แทนการค้าไทย จะเข้าพบ Illinois Economic Development Corporation (Illinois EDC) และ Chicagoland Food and Beverage Network (CFBN) ซึ่งเป็นหน่วยงาน หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค Mid-West และมีบทบาทในการสนับสนุน ผู้ประกอบการในการสร้างโอกาสทางการค้ากับต่างประเทศ และยังจะพบหารือกับบริษัทผู้นำเข้าสินค้าแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและกระจายสินค้าไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมฯ ได้กำหนดทิศทางเชิงรุกเพื่อขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังไทย โดยมุ่งเน้นจุดขายด้านการเป็นวัตถุดิบพรีเมียมคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (Non-GMO) และไม่มีสารกลูเตน (Gluten-Free) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังไทยยังตอบโจทย์เทรนด์โลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะความต้องการสินค้า Clean Label ที่สอดรับกับความต้องการในตลาดสหรัฐฯ สะท้อนได้จากการที่ แป้งมันสำปะหลังได้รับการยกเว้นภาษีตาม Annex A ของมาตรการ Section 301 ซึ่งตอกย้ำว่าภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบแป้งมันสำปะหลังไทยในการผลิตสินค้าเพื่อผู้บริโภคในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การหารือร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ และสมาคมระดับภูมิภาค รวมทั้งกลุ่มผู้นำเข้ารายใหญ่ ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดและกระชับบทบาทของไทยในการเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงสำหรับห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยมีความพร้อมที่จะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยในระยะยาว รวมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงจากการที่ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงแห่งเดียว

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

 

3. 'BOI' วางทิศทางลงทุนยุคใหม่ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดชลบุรี โดยมีคณะกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารบีโอไอร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนโลก โอกาสของไทย และแนวทางปรับเปลี่ยนทิศทางและบทบาทของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงตอบโจทย์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต โดยนายเอกนิติได้มอบนโยบายว่า ในระยะต่อไป บีโอไอจะเป็นกลไกหลักในการดึงดูดการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยต้องปรับบทบาทและตัวชี้วัดไปสู่การเร่งให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายประโยชน์สู่คนไทยและเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือ 3 โจทย์หลักสำหรับการลงทุนในโลกยุคใหม่ ได้แก่ "สร้างคุณค่าอะไร" เพื่อมองเป้าหมายและประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนในมิติที่กว้างกว่าเม็ดเงินลงทุน "ลงทุนอะไร" เพื่อพิจารณาโอกาสของสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยควรให้ความสำคัญ และ "ขับเคลื่อนอย่างไร" เพื่อหารือแนวทางในการใช้เครื่องมือส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวก และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้ตอบโจทย์นักลงทุนและการพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่าตัวเลขเงินลงทุนและการจ้างงานยังคงเป็นข้อมูลสำคัญ ในการสะท้อนความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันอาจพิจารณามิติประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ส่วนด้านทิศทางอุตสาหกรรม ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองถึงการปรับโฟกัสใหม่ เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนมีจุดเน้นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และกำหนดกลุ่มเทคโนโลยีและกิจการที่มีศักยภาพสูง ด้านการขับเคลื่อนและดึงดูดการลงทุน บูรณาการเครื่องมือและมาตรการสนับสนุนระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านภาษี ด้านการเงิน ด้านการบริการและอำนวยความสะดวก เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่และดูแลนักลงทุนเดิมให้ขยายกิจการ

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้เคาะงบปี 2027 สูงเป็นประวัติการณ์ อานิสงส์ชิป AI ขาขึ้นดันรายได้รัฐพุ่ง (ที่มา: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569)

รัฐบาลเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ประกาศเตรียมจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2027 สูงเป็นประวัติการณ์ โดยยอดทะลุ 800 ล้านล้านวอน หลังจัดเก็บภาษีได้เป็นกอบเป็นกำจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมชิป AI ทั้งนี้ ทางด้านพัค ฮงกึน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงงบประมาณ เปิดเผยกลางที่ประชุมยุทธศาสตร์การคลังแห่งชาติว่า แผนการใช้จ่ายครั้งนี้จะขับเคลื่อนด้วยรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการหั่นงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยงบประมาณที่เสนอในครั้งนี้ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับงบปีปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 727.9 ล้านล้านวอน (ไม่รวมงบประมาณเพิ่มเติม) สำหรับงบประมาณก้อนนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมผลักดัน "3 เมกะโปรเจกต์" ยักษ์ใหญ่ให้เป็นโครงการเร่งด่วนที่สุดทางการคลัง ได้แก่ การลงทุนในอุตสาหกรรมชิป, ศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Centres) และระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical AI) พร้อมย้ำว่าจะใช้วิธีปฏิรูปโครงสร้างแผนการใช้จ่ายเดิมครั้งใหญ่เพื่อระดมทุน แทนที่จะพึ่งพาเพียงรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ทางด้านประธานาธิบดี อี แจมยอง เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะงัดทุกกลไกและเครื่องมือที่มีออกมาใช้ เพื่อหนุนให้ภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนได้ตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่วางไว้ โดยภาษีที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นในตอนนี้ คือ ทรัพยากรล้ำค่าที่เราต้องรีบนำมาใช้ในช่วงเวลาทอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาตัดสินว่าใครจะได้เป็นเจ้าแห่งสมรภูมิ AI ระดับโลกนอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังวางแผนจัดตั้ง "Future Response Fund" เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยจะนำรายได้ภาษีส่วนที่เกินเป้าหมายในระยะยาว มากระจายลงทุนใน 4 ด้านสำคัญ คือ การสนับสนุนเยาวชน, การสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่, การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และการปั้นบุคลากรระดับหัวกะทิ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)