ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรงอุตสาหกรรม
1. 'วราวุธ' ตั้งเป้าปี 80 ยกระดับโรงงานสู่ CSV ทั่วประเทศ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม (CSR) รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 เสาหลักของนโยบาย "ONE MIND" ที่บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดให้เป็น "อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" โดยยึดการรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนโรงงานแห่งอนาคตบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว (Green industry) ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ 2570 กรอ.จะเดินหน้า โครงการ "ยกระดับอุตสาหกรรมดีคู่ชุมชน สร้างสังคมสู่ความยั่งยืน" ตั้งเป้าพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSR to CSV หรือการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจกับสังคม (Creating Share Value) อย่างน้อย 18 แห่ง ในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระยะที่ 1 ครอบคลุม 15 จังหวัด 18 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 80 แห่ง ทั่วประเทศ ทั้งนี้ การเลือกดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระยะที่ 1 ถูกกำหนดเป้าหมายให้ก้าวสู่ระดับสูงสุด หรือระดับ 5 (Happiness) ภายใต้แนวคิด "เมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรม" ซึ่งหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือการดำเนินงานตามแนวทาง CSV เพื่อเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่นในอนาคต และเมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเหมาะสม กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายภายในปี 2575 จะพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSV ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 50% ของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และภายในปี 2580 จะผลักดันให้เกิดโรงงานต้นแบบ CSV ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1,000 โรงงาน ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือการนำระบบประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment : SROI) มาใช้วัดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนสามารถเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ทางสังคมได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการที่ดีขึ้น รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นการสร้างอาชีพ หรือการยกระดับสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงงาน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงฯ ได้กำหนด 5 กลไกสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร การวิเคราะห์และเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง การวัดผลลัพธ์ร่วมทั้งด้านธุรกิจและสังคม การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และการปรับโครงสร้างองค์กรให้พร้อมรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้รับการรับรองมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ (CSR-DIW) แล้วจำนวน 1,422 โรงงาน และยังมีโรงงานที่ดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องกว่า 600 แห่ง ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่แนวคิด CSV ทั้งนี้ สำหรับแนวทาง CSV จะแตกต่างจาก CSR ในรูปแบบเดิม เพราะไม่ได้มุ่งเพียงการบริจาคหรือช่วยเหลือชุมชนเป็นครั้งคราว แต่เป็นการนำปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน มาเชื่อมโยงกับโมเดลธุรกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยธุรกิจสามารถเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ ชุมชนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ การจ้างงาน และสุขภาวะที่ดีขึ้น ซึ่งเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงานที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่คือการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนให้กลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม สร้างรายได้ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชนอย่างจับต้องได้ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
2. 'กนอ.' จับมือ '304' ทุ่มกว่า 1 พันล้าน ตั้งนิคมฯ ใหม่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ร่วมกับ บริษัท 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 8 สมาร์ท จำกัด ในการขับเคลื่อนโครงการนิคมอุตสาหกรรม 304 ซึ่งจัดตั้งขึ้นในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุน พัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภค ภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ. ซึ่งโครงการได้รับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคโดยใช้หลักการนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) ผสานความเป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate หรือ Smart I.E.) โดย กนอ.คาดว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยศักยภาพของพื้นที่และระบบพลังงานสะอาดที่มั่นคง ซึ่งจะช่วยสร้าความเข้มแข็งให้แก่ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระจายการลงทุนสู่ภาคตะวันออก และขับเคลื่อน GDP ของประเทศ โดย กนอ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานให้ก้าวหน้าภายใต้นโยบาย Ease of Doing Business ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการอนุมัติอนุญาตให้สะดวกรวดเร็วและโปร่งใส ผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะระบบ Smart I.E. เพื่อลดขั้นตอนทางราชการและส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายจตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ รองประธานบริษัท 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 8 สมาร์ท จำกัด กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรม 304 ตั้งอยู่ที่ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี พัฒนาภายใต้เม็ดเงินลงทุนระบบสาธารณูปโภคมาตรฐาน กนอ. ประมาณ 1,039.7 ล้านบาท บนพื้นที่จัดสรร ที่แบ่งเป็นพื้นที่เกิดรายได้ (พื้นที่อุตสาหกรรม สนับสนุนอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม) 971 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 174 ไร่ และพื้นที่สีเขียวกับแนวกันชนรวม 127 ไร่ คาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้สูงถึง 15,000 ล้านบาท มุ่งเน้นรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) อาทิ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารและเครื่องดื่ม ดิจิทัล เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม การแพทย์ครบวงจร รวมถึงอุตสาหกรรมเบาและบริการสาธารณูปโภค โดยปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 และมีกำหนดการเริ่มก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในไตรมาส 4 ปี 2569 โดยจะใช้เวลาในการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 2 ปี ก่อนจะประกาศราชกิจจานุเบกษาเพื่อเปิดรับนักลงทุนอย่างเต็มรูปแบบต่อไป
น.ส.ยุพิน บุญศิริจันทร์
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
3. อึ้ง!ไทยนำเข้ารถ 100 รุ่น ชง 3 เสา หนุนภาคเอกชน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2569)
น.ส.ยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกคนใหม่ ว่า สมาคมได้เสนอ 3 เสาหลัก เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กับภาครัฐพิจารณาและเร่งช่วยเหลือ ทั้งการปกป้องการผลิตในประเทศโดยใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อสร้างความสมดุล การส่งเสริมการผลิตในประเทศทั้งการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย สร้างความยืดหยุ่นเงื่อนไขการผลิตในประเทศเพื่อสนับสนุนการผลิตในทุกมิติ และสุดท้ายคือ การกระตุ้นตลาดในประเทศ ทั้งมาตรการส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนรถอีวีเพื่อใช้ในส่วนราชการรวมถึงการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อรถไฟฟ้า รถกระบะและรถปิกอัพดัดแปลง ที่ใช้น้ำมันบี 20 โดยก่อนหน้านี้ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อจะได้กระตุ้นตลาดในประเทศให้มีอัตราการเติบโต รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ได้ด้วย ซึ่งเป็นมาตรการที่เคยเสนอไป แต่รัฐจะปรับเปลี่ยนรายละเอียดหรือไม่อย่างไรต้องรอดูในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้คาดว่าจะมีกำลังการผลิตรวมทั้งหมด 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นส่งออก 950,000 คัน และขายในประเทศ 550,000 คัน ที่ผ่านมายอดการขายในประเทศชะลอตัวลงเนื่องจากหนี้เสียอยู่ในระดับสูงและหนี้ครัวเรือนก็เช่นเดียวกัน จึงทำให้กลุ่มรถกระบะชะลอลง เดิม ที่มียอดขายประมาณ 50% ของตลาดตอนนี้เหลือเพียง 23% รวมถึงรถยนต์นำเข้าที่มีมากขึ้นโดยมีมากกว่า 100 รุ่น จึงทำให้การผลิตในประเทศชะลอตัวลงตามไปด้วย
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้เพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 69 เป็น 3% จาก 2% มั่นใจส่งออกเซมิคอนดักเตอร์โตแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2569)
กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ที่แท้จริง ซึ่งปรับค่าเงินเฟ้อแล้วนั้น คาดว่าจะขยายตัว 3.0% ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.0% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคม โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หากเศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล จะถือเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ GDP ที่แท้จริงขยายตัว 4.7% ซึ่งการปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเกาหลีใต้มีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับที่สถาบันทั้งในและต่างประเทศคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะขยายตัวเพียง 2.6% ในปีนี้ โดยสถาบันเหล่านี้รวมถึงธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK), องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจในครั้งนี้ มาจากการลงทุนมูลค่ามหาศาลทั่วโลกในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยหนุนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งนี้ ยอดส่งออกเดือนมิถุนายน 2569 ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 70.9% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1.0225 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทะลุระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ทะยานขึ้น 199.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.482 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าระดับ 4 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยอดการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกยังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยพุ่งขึ้น 48.4% สู่ระดับ 4.967 แสนล้านดอลลาร์
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)