ข่าวในประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
1. นายกฯ ปลื้ม 4 บิ๊กเทคจีน พร้อมขยายลงทุนในไทยกว่า 7 หมื่นลบ. ควบคู่เพิ่มทักษะแรงงาน (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569)
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รู้สึกพอใจความสำเร็จจากการนำทีมไทยแลนด์ พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน 4 บริษัท ซึ่งกลุ่มนักลงทุนจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจ และพอใจที่ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมาย และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และพร้อมจะขยายการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสาขาวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อตอบรับนโยบายและข้อเสนอแนะนายกรัฐมนตรีในการพัฒนาทักษะ (upskill) แรงงานไทย ขณะที่การหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำจีน 4 ราย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย โดยมูลค่ารวมกันกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ ซึ่งจะเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำ และเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และ ไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนมหาศาลครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ส่วนสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากจีนมีความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่ง และสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการบีโอไอ ได้หารือรายบริษัทกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของจีน 4 ราย ได้แก่ Xiaomi Corporation, ChangAn Automobile, InnoLight Technology และ Eoptolink Technology เพื่อหารือแผนการลงทุนและการขยายธุรกิจในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ระหว่างไทย-จีน ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA)
2. ดัน 3 ยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมยานยนต์ (ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์, ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569)
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (AIC) ร่วมแถลงนโยบายในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง เพื่อรักษาศักยภาพการเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับ 11 ของโลก โดยผลักดันข้อเสนอเร่งด่วน 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1. ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างความเป็นธรรมระหว่างรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าและรถที่ผลิตภายในประเทศ โดยเสนอให้เพิ่มช่องว่างอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตจริง ทั้งนี้ต้องพิจารณาความสมดุลในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการจัดสรรโควตานำเข้าที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตที่มีฐานการลงทุนในไทยแต่ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้ารถยนต์บางรุ่น 2. พลิกโฉมการผลิตสู่ Value Creation เน้นสร้างคนและทักษะ ปรับตัวชี้วัดความสำเร็จจากปริมาณการผลิตสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเสนอให้ผู้ผลิตสามารถนำมูลค่าชิ้นส่วนที่จัดซื้อจากซัพพลายเออร์ในไทยมาหักลดหย่อนฐานภาษี เพื่อกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานในประเทศ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ที่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การทดสอบมาตรฐาน และการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านซอฟต์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มความยืดหยุ่นทางกฎเกณฑ์การผลิต เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตเทคโนโลยีใหม่ที่มีปริมาณการผลิตไม่สูงมากนัก และ 3. กระตุ้นความเชื่อมั่นและตลาดภายในประเทศ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ให้มีความชัดเจน พร้อมเสนอให้ภาครัฐนำร่องจัดซื้อรถยนต์ HEV, PHEV และ BEV เข้าสู่หน่วยงานรัฐ รวมถึงการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ซื้อรถยนต์พลังงานใหม่และรถกระบะที่ใช้พลังงานทางเลือก B20 เพื่อกระตุ้นยอดขายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้งสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (AIC) ถือเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ครอบคลุมทุกสัญชาติและทุกประเภทเทคโนโลยี ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) พร้อมผนึกกำลังกับภาครัฐเพื่อออกแบบนโยบายที่สร้างความสมดุล โดยยึดหลักการสำคัญว่า “ใครลงทุนจริงในไทย ต้องได้รับสิทธิ์ที่จูงใจจริง” เพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร
กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
3. บสย.เดินหน้าอุ้มเอสเอ็มอี (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569)
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บสย. อยู่ระหว่างการหารือกับผู้ได้รับใบอนุญาตธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ทั้ง 3 ราย โดยยอมรับว่ามี 1 ราย ที่มีเป้าหมายสอดคล้องกับ บสย. ในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะต่อยอดความร่วมมือผ่านการเชื่อมต่อระบบดิจิทัลในอนาคต สำหรับทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง จะเร่งยกระดับองค์กรผ่านมาตรการ บสย. พร้อมพลัส+ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมต่อระบบนิเวศทางการเงิน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและขยายโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ ภายใต้ 4 แนวทางหลัก โดยแนวทางแรก คือ การเชื่อมต่อแพลตฟอร์มกลางและพัฒนา บสย. API Gateway เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินรายใหม่สามารถเชื่อมต่อบริการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ได้อย่างไร้รอยต่อ แนวทางที่สอง คือ การขับเคลื่อนโครงการ SMEs Credit Boost โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบ มากกว่า 100,000 ล้านบาท แนวทางที่สาม คือ การยกระดับช่องทาง LINE OA: @tcgfirst ให้เป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับเอสเอ็มอี โดยช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวบริการใหม่ ได้แก่ "My Request" สำหรับสมัครเข้าร่วม มาตรการ บสย. ส่วนแนวทางที่สี่ คือ การกลับมารุกบริการค้ำประกันสินเชื่อรายใบ หรือ Individual Guarantee โดยนำเครื่องมือเครดิตสกอริ่งมาใช้ประเมินความเสี่ยงควบคู่กับแนวทาง Risk Participation ร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้ำประกันสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) บสย.มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% จากช่วงเดียวกัน ปีก่อน ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 50,167 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ 50,029 ราย รักษาการจ้างงาน 342,720 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจกว่า 219,730 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ได้รับการค้ำประกันสูงสุด ได้แก่ ภาคบริการ อาหารและเครื่องดื่ม และการผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ
ข่าวต่างประเทศ
4. ส่งออกสิงคโปร์มิ.ย. โต 20.7% ดีมานด์ชิป AI หนุนส่งออกอิเล็กทรอนิกส์พุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569)
องค์การวิสาหกิจของสิงคโปร์ (Enterprise Singapore) เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าภายในประเทศที่ไม่ใช่น้ำมัน (NODX) ในเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 20.7% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากการขยายตัวที่ระดับ 38.4% ในเดือนพฤษภาคม โดยรายงานระบุว่า ยอดการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่รวมน้ำมัน ทะยานขึ้น 105.1% โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ยอดการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลง 2.9% ส่วนสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศและส่งออกต่อ (re-export) ที่ไม่รวมน้ำมัน เพิ่มขึ้น 60.3% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากการขยายตัว 33.5% ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ยอดการส่งออกต่อในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 83.1% และ 28% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้ารวมของสิงคโปร์ขยายตัว 49.3% ในเดือนมิถุนายน 2569 หลังจากการเติบโตที่ระดับ 39.6% ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการส่งออกและการนำเข้าต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)