ข่าวประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. สศอ.เร่งทำแผนอุตฯ เป้าหมายชงครม. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) มีฐานะเป็นคลังสมองของกระทรวงอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งตนได้มอบนโยบายให้ สศอ.นำแนวโน้มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมาใช้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันเครือข่าย เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ ทางด้านนายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า สศอ.ได้ดำเนินการตามนโยบาย ONE MIND ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย SCurve โดยเร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมชีวภาพ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมด้านความมั่นคง โดยแผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตประจำปี 2569 มีวงเงิน 5,884.18 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ จาก 14 หน่วยงาน สำหรับผลการขับเคลื่อนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ xEV ในปี 2568 มี 284,679 คัน เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน ขณะที่การลงทุนระบบอัตโนมัติที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ(CoRE) ปี 2563-2569 มีมูลค่า 22,621.69 ล้านบาท และปี 2567-2569 พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้แล้ว 89,267 คน สะท้อนความก้าวหน้าของการยกระดับเทคโนโลยีและกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม สศอ. จะเดินหน้าปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตในปัจจุบัน และครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลที่แม่นยำสำหรับกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดจนผลักดันอุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ เครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ ลดพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก โดยแผนพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve จะสิ้นสุดปี 2570 ซึ่ง สศอ.ได้เร่งพิจารณาทบทวนและจัดทำแผนฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

 

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

 

2. 'สินค้าเทคฯ' หนุน 'ส่งออก' ครึ่งปีแรกโต 17.6% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2569)

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า การส่งออกยังขยายตัวได้ดีและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงทิศทางการส่งออกของไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ไทย มีมูลค่าส่งออกรวม 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 การส่งออกมีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงส่งจากภาคการค้าต่างประเทศยังมีความต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.4% และไตรมาส 2 มีมูลค่า 100,572 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก นอกจากนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับสินค้าที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรก พบว่า สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าส่งออก 18,781.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 47.9% และมีส่วนต่อการเติบโตของการส่งออกรวม 5.4 จุด ตามด้วยเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 3,547.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 169% รวมถึงเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลการเกษตร หม้อแปลงไฟฟ้า และทองแดงและของทำด้วยทองแดงที่ขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังมีบทบาทต่อการส่งออก โดยผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มีมูลค่า 4,024.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3% ขณะที่อัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 14,166.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.8%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขครึ่งปีแรกสะท้อนชัดว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ทำได้ดีกว่าปีก่อน โดย 6 เดือนแรกขยายตัวถึง 17.6% และเฉพาะเดือนมิถุนายนเติบโต 20.8% ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้ารักษาแรงส่งนี้ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ ดูแลตลาดเดิม และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้รายได้จากการส่งออกกลับมาสู่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ไทยมีมูลค่าการค้ารวม 425,227.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.8% โดยนำเข้ามูลค่า 228,485.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38% และขาดดุลการค้า 31,744.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

 

นายสุพจน์ สุขพิศาล

ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

3. ชิ้นส่วนยานยนต์ฯ ห่วงจีนปักฐาน EV ไทย แนะลดต้นทุน หวั่นไทยแข่งขันยาก-เหลือแค่โชว์รูม (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2569)

นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีจีนสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า ต้องมองภาพรวมก่อนว่าการเข้ามาผลิตในไทยมีเป้าหมายเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก เพราะโจทย์สำคัญคือกำลังซื้อภายในประเทศยังไม่แข็งแรง แม้ที่ผ่านมาไทยมีมาตรการ EV3 และ EV3.5 เข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนก็ยังมีความกังวลในความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน เนื่องจากการผลิตและประกอบรถ EV ในไทยยังมีต้นทุนสูงกว่ารถที่นำเข้าจากจีน โดยจีนมีข้อได้เปรียบจากการผลิตจำนวนมาก เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ขณะที่รถยนต์หนึ่งรุ่นในไทยมีปริมาณผลิตเพียงหลักพันคันต่อปี ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า ซึ่งถ้าไม่มีมาตรการ EV3 และ EV3.5 เข้ามาช่วยชดเชยต้นทุน เรากังวลว่ารถที่ผลิตในประเทศอาจแข่งขันกับรถนำเข้าจากจีนไม่ได้ และอาจทำให้ค่ายรถจีนเลือกนำเข้ารถมากกว่าการตั้งฐานผลิตจริงในไทย ทั้งนี้ หากไทยไม่สามารถดึงให้เกิดการผลิตในประเทศได้ ความเสี่ยงคือไทยอาจกลายเป็นเพียงตลาดจำหน่ายหรือ โชว์รูมของรถ EV ต่างประเทศ มากกว่าจะเป็นฐานการผลิตและฐานนวัตกรรม เพราะเมื่อไม่มีการประกอบในประเทศ โอกาสพัฒนาชิ้นส่วน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ก็จะลดลง สำหรับแนวทางช่วยผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยนั้น ภาคเอกชนพยายามหารือร่วมกับผู้ผลิตจีนเพื่อสร้างความร่วมมือ แต่ยังติดปัญหาต้นทุนที่สูงกว่า โดยปัจจุบันต้นทุนชิ้นส่วนไทยอาจสูงกว่าจีนราว 30% จากปัจจัยด้านวัตถุดิบที่ต้องนำเข้า ค่าแรง ค่าไฟ และต้นทุนเครื่องจักร นอกจากนี้ยังได้เสนอให้เร่งลดช่องว่างต้นทุนเพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งหากลดช่องว่างจาก 30% ให้เหลือประมาณ 15% แล้วหารือร่วมกับผู้ผลิตจีนให้เห็นประโยชน์ของการใช้ฐานผลิตในไทยทั้งการลดความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ก็อาจเป็นทางออกที่เดินร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนจะทำให้การแข่งขันในตลาดไทยเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อระดับราคารถยนต์ แต่การจะเปรียบเทียบต้นทุนและราคากันต้องดูว่าเป็นต้นทุนที่เกิดจากกลไกตลาดอย่างแท้จริงหรือไม่ เนื่องจากไทยและจีนมีขนาดการผลิตแตกต่างกันอย่างมาก โดยไทยมีขนาดของตลาดรถยนต์ในประเทศประมาณ 500,000 คันต่อปี ขณะที่จีนมีตลาดรถยนต์ราว 25 ล้านคันต่อปี ทำให้จีนมีข้อได้เปรียบด้านการผลิตจำนวนมากและการประหยัดต่อขนาด ดังนั้นการนำต้นทุนแบบ ยูนิตต่อยูนิต มาเปรียบเทียบกันโดยตรงจึงเป็นเรื่องยาก และผู้ผลิตไทยย่อมเสียเปรียบด้านต้นทุน หากต้องแข่งขันกับรถที่ผลิตในจีนในปริมาณมหาศาล โดยสิ่งสำคัญคือการแข่งขันต้องเป็นธรรม มีกลไกการนำเข้า มีเรื่องภาษีที่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดว่าถ้าใช้ชิ้นส่วนในประเทศในสัดส่วนเท่าไร จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างไร ถ้าเป็นการแข่งขันแบบ Apple to Apple และเป็นกลไกการค้าที่เป็นธรรม เชื่อว่าสุดท้ายผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว ใครปรับตัวไม่ได้ก็ต้องออกจากอุตสาหกรรมไป

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ดัชนี PPI จีนเดือนก.ค. ขยับขึ้น 3.5% แรงหนุนอุปสงค์อุตสาหกรรมชดเชยปัจจัยฤดูกาล (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีน ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนสินค้า ณ หน้าโรงงาน ปรับตัวขึ้น 3.5% ในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบ    รายปี และเมื่อเทียบเป็นรายเดือน ข้อมูลของ NBS ระบุว่า ดัชนี PPI เดือนที่แล้วปรับตัวลดลง 0.7% ทั้งนี้ ทางด้านตงลี่เจวียน นักสถิติของ NBS ได้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงประจำเดือนโดยระบุว่า ปัจจัยนำเข้าได้กดดันราคาในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ปัจจัยตามฤดูกาล รวมถึงสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และพายุไต้ฝุ่น ได้ส่งผลให้กิจกรรมการก่อสร้างชะลอตัวและฉุดราคาในบางภาคส่วนลง ในทางกลับกัน การปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและการยกระดับการบริโภคช่วยหนุนอุปสงค์และผลักดันราคาในอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ NBS ยังเผยอีกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญของจีน ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)