ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. "วราวุธ" ประกาศเปิดเกมรุกอุตสาหกรรมไทย ฝ่าพายุการค้าโลก-ดันลงทุนเทคโนโลยี ชูไทยสู่ฐานผลิตยุคใหม่ (ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์, ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ได้เป็นประธานพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยภาคอุตสาหกรรมถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่วันนี้กำลังเผชิญ "พายุแห่งการเปลี่ยนแปลง" ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการรุก โดยมุ่งสร้างโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับรายย่อย เกษตรกร ชุมชน ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการ Reskill และ Upskill เพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาส ให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน จะเร่งเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs และสร้างช่องทางเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับผู้ประกอบการที่มีวินัยในการชำระหนี้ พร้อมยกระดับความรู้ด้านการเงิน นวัตกรรม และเทคโนโลยี รวมถึงเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ ทางด้านผลกระทบจากสงครามการค้า กระทรวงอุตสาหกรรมจะดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรุนแรง พร้อมสกัดการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าและการทุ่มตลาด รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าเป็นรายสินค้า ควบคู่การส่งเสริมการใช้สินค้าและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตไทย ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเปิดเกมลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วยการปรับกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ พร้อมปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ เชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อุตสาหกรรมยุคใหม่ และได้รับประโยชน์จากการยกระดับศักยภาพการผลิตในประเทศ ทั้งนี้ สำหรับ "รางวัลอุตสาหกรรม" ซึ่งจัดต่อเนื่องมากว่า 33 ปี รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลเชิดชูเกียรติ แต่เป็นเครื่องสะท้อนมาตรฐานของสถานประกอบการที่มุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพจนสามารถเป็น Best Practice ให้กับผู้ประกอบการรายอื่นได้
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล
อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) กระทรวงพาณิชย์
2. ครึ่งปี 69 การค้าไทย-ประเทศคู่ FTA พุ่ง 21.8% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569)
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 การค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA (ความตกลงการค้าเสรี) 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เปรู และชิลี มีมูลค่า 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 57.3% ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ FTA มูลค่า 105,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6% และนำเข้าจากประเทศคู่ FTA มูลค่า 138,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30% ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้า FTA สำคัญอันดับหนึ่งของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 91,513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 37.6% ของการค้ากับประเทศคู่ FTA ทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญและมีบทบาทเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ สำหรับการส่งออกไปตลาด FTA พบว่า ขยายตัวได้ดีในหลายประเทศ โดยสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 74% ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 43.9% สปป.ลาว เพิ่มขึ้น 36.4% มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 27% เวียดนาม เพิ่มขึ้น 20.2% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 12.9% และอินเดีย เพิ่มขึ้น 10% โดยตอกย้ำว่าตลาด FTA ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกไทย และหากดูเป็นรายสินค้า พบว่า สินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง เพิ่มขึ้น 16.8% และไก่แปรรูป เพิ่มขึ้น 7.6% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เพิ่มขึ้น 26% แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 20.6% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 18.5% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มขึ้น 10.4% และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 3.8% ส่วนการนำเข้าจากประเทศคู่ FTA แม้จะขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าการส่งออก แต่ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าที่สนับสนุนการลงทุนและการผลิต โดยกว่า 75% ของมูลค่าการนำเข้าจากประเทศคู่ FTA เป็นสินค้ากลุ่มวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กรมฯจะเดินหน้าขยายและยกระดับ FTA เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าใหม่และเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้สอดรับกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ,ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ให้มีความคืบหน้าตามกรอบที่กำหนด ควบคู่กับการยกระดับความตกลงที่มีอยู่ อาทิ ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย รวมถึงผลักดัน FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ให้ไปสู่การลงนาม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
3. สนค.ชี้ AI-Data Center ดัน 'ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้า' โต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนมิถุนายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวในอัตราชะลอลง จากการที่ภาคการผลิตโลกยังคงขยายตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ประกอบกับความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกยังอยู่ในระดับดี ภาวะอุปทานตึงตัวในสินค้าบางประเภท ราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูง และการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น โดยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและความผันผวนของค่าเงินบาท อาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า สำหรับดัชนีราคาส่งออก เดือนมิถุนายน 2569 เท่ากับ 114.7 เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขยายตัวในอัตราชะลอลง เป็นผลจากหลายประเทศได้เร่งนำเข้าสินค้าในช่วงก่อนหน้า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและความเสี่ยง ด้านห่วงโซ่อุปทาน แต่ภาคการผลิตโลกยังคงขยายตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้าน AI และ Data Center ประกอบกับสินค้าเกษตรและอาหารยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้งนี้ ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้นในทุกหมวดสินค้า ทางด้านดัชนีราคานำเข้า เดือนมิถุนายน 2569 เท่ากับ 126.9 เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวในอัตราชะลอลงเช่นเดียวกัน เพราะการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่ม ผ่อนคลาย ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยังขยายตัว เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก ส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับสูงขึ้นทุกหมวดสินค้าเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนกรกฎาคม 2569 คาดว่าขยายตัว แต่ในอัตราชะลอลงเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะอุปทานสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบสำคัญหลายประเภทที่ยังตึงตัว ต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร อาหาร พลังงาน โลหะ และทองคำยังสูงกว่าปีก่อน และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ด้าน AI และ Data Center ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้ความต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แร่เทคโนโลยี และโลหะสำคัญยังอยู่ในระดับดี ซึ่งจะช่วยพยุงราคาสินค้าในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ปัจจัยที่อาจทำให้ดัชนีราคาขยายตัวต่ำกว่าที่คาด ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอุปทานสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดที่อาจกดดันราคาสินค้า อุปทานพลังงานโลกที่เพียงพอ และความกังวล ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลาย ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานอ่อนตัวลง การชะลอการเร่งสะสมสต๊อกวัตถุดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ตลอดจนความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้า และข้อจำกัดทางภาษีของประเทศเศรษฐกิจหลัก อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การค้าโลก และความต้องการวัตถุดิบของภาคการผลิตในระยะต่อไป
ข่าวต่างประเทศ
4. สิงคโปร์ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 5.5% อานิสงส์ AI บูมช่วยหนุนการค้า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2569)
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) เปิดเผยคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2569 ของสิงคโปร์จะขยายตัวในกรอบ 4.5% – 5.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากกรอบ 2% – 4% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเกิดสงครามในอิหร่านจะปะทุขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดนี้นับเป็นการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยกำหนดกรอบเบื้องต้นที่ 1% – 3% ในปีที่แล้ว สำหรับปัจจัยที่ทำให้ MTI ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ในปี 2569 อีกครั้งนั้น มาจากกระแสความนิยมในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยหนุนการค้าของสิงคโปร์ และยังช่วยชดเชยผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มคาดการณ์ดังกล่าว มีขึ้นหลังจาก GDP ไตรมาส 2/2569 ของสิงคโปร์ขยายตัว 5.9% ซึ่งแม้ว่าชะลอลงจากไตรมาส 1 ที่มีการขยายตัว 6.3% แต่ก็สูงกว่าการประมาณการของรัฐบาลที่ระดับ 5.7% และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.8% ทั้งนี้ สิงคโปร์ซึ่งพึ่งพาการค้าเป็นหลักได้เผชิญกับปัจจัยหนุนและปัจจัยกดดันพร้อมกัน ทั้งจากกระแสความนิยมเทคโนโลยี AI และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยยอดการลงทุนใน AI ทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นได้ช่วยหนุนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ขณะที่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ใช้พลังงานในปริมาณมาก
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)