ข่าวในประเทศ
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ก.อุตยกเครื่องกลไกกำกับรง.เข้มใช้กฎหมาย (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกเครื่องกลไกการกำกับโรงงานใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุญาต การกำกับโรงงาน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่นำเอาระบบ e-License ระบบ iSingle Form และระบบตรวจโรงงาน i-Auditor มาใช้ร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งระบบต่างๆ จะเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันแบบครบวงจร ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย มีการปรับแนวทางการกำกับและการลงโทษโรงงานโดยคำนึงถึงประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดมากขึ้น ควบคู่กับการแก้กฎหมายโรงงานและกฎหมายกากอุตสาหกรรม ดังนี้ 1. การอนุญาตโรงงาน (รง.4) "นำระบบ e-License มาใช้แบบเต็มรูปแบบ" ลดการใช้ดุลยพินิจ ช่วยให้การพิจารณาเป็นไปตามหลักวิศวกรรมและกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบกิจการอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยลดระยะเวลาในการพิจารณาลงได้กว่า 28 วัน 2. การกำกับโรงงาน "ปรับแผนตรวจ ใช้ข้อมูลและเครื่อง มือใหม่" ยกระดับสู่การใช้ข้อมูลชี้เป้าการตรวจสอบโรงงานอย่างตรงจุด โดยการพัฒนาระบบรายงานข้อมูล หรือ iSingle Form ซึ่งระบบดังกล่าว นอกจากจะนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ดัชนีอุตสาหกรรม ยังทำหน้าที่เป็นระบบช่วยให้ผู้ ประกอบการประเมินตัวเองว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วนแล้วหรือไม่ และ 3. การบังคับใช้กฎหมาย "ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน จัดการกากฯ ไม่ถูกต้อง สั่งหยุดโรงงานทันที" กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ปรับรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ยกระดับการสั่งการ กรณีโรงงานปล่อยมลพิษเกณฑ์มาตรฐานให้สั่งหยุดโรงงาน เพื่อเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขโรงงาน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. บีโอไอ ร่วมคณะนายกฯ เยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค.นี้ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17 – 22 สิงหาคม 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ว่า ในครั้งนี้บีโอไอได้รับโอกาสในการร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีในการเดินทางด้วย เพื่อจัดกิจกรรมในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการเปิดประตูการลงทุนครั้งสำคัญของประเทศไทย ซึ่งทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถือว่าเป็นประเทศสำคัญที่มีจุดแข็งในด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ออสเตรเลียนั้นถือว่าเป็นผู้นำในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล พลังงาน เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) และการเกษตรสมัยใหม่ ขณะที่นิวซีแลนด์ก็เป็นประเทศสำคัญที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลก มีจุดแข็งทั้งในด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้สามารถมาช่วยต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี โดยในการเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้พบปะหารือกับนักธุรกิจและผู้บริหารบริษัทชั้นนำแบบ One-on-One ของทั้งสองประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย อุตสาหกรรมเหล่านี้จะมาช่วยต่อยอดฐานอุตสาหกรรมของประเทศในหลายด้าน ทั้งการเกษตร การท่องเที่ยว และด้านดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Investment Networking กับทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่นายกรัฐมนตรีจะได้สื่อสารโดยตรงกับนักธุรกิจชั้นนำของทั้งสองประเทศ รวมทั้งจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักธุรกิจไทยที่เดินทางร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีมากกว่า 10 บริษัท รวมถึงบริษัทไทยบางส่วนที่มีการลงทุนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ได้มาร่วมกันทำความรู้จักและสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ในอนาคตให้มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมในครั้งนี้จะเห็นว่าเป็นมิติที่มากกว่าการทูต แต่เป็นโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะสร้างโอกาสในการดึงการลงทุน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามายังประเทศไทย เพื่อมาช่วยสร้างงานสร้างรายได้ และวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากขึ้นในเวทีโลก
นายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ชง 5 ยุทธศาสตร์ อุ้ม 'เอสเอ็มอีไทย' ฝ่าวิกฤต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569)
นายณรงค์ฤทธิ์ พานิชชีวะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ส.อ.ท. ได้เดินหน้าผลักดันมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราและภาคการผลิต โดยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ครั้งที่ 1/2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล สำหรับการประชุมคณะทำงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาและเสนอแนะ แนวทาง รวมถึงมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs โดยหารือแนวทางการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ช่องทาง ตลาด และการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่พื้นที่ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามกรอบการดำเนินงานของคณะทำงาน ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ส.อ.ท. ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภาคการผลิตที่กำลังเผชิญกับต้นทุนสูง และการไหลทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูก โดยมี 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วนเพื่อผู้ประกอบการไทย ดังนี้ 1. ส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) : ผลักดันให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยไม่น้อยกว่า 40% ของวงเงิน 200,000 ล้านบาท พร้อมให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชนและเชื่อมโยง สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก 2. ขับเคลื่อนโครงการ Buy Thai : รณรงค์ซื้อสินค้าไทย ผนึกกำลัง Modern Trade และ Online Platform มอบส่วนลดและช่องทางจำหน่าย พร้อมยกระดับมาตรฐานสากลและระบบ Traceability 3. เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน SMEs : เสนอให้สถาบันการเงินยืดหยุ่นเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อสำหรับผู้ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน พร้อมลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการที่มีประวัติผ่อนชำระดี 4. ยกระดับตลาดดิจิทัลและ E-Commerce : สนับสนุนการอบรมทักษะดิจิทัลและการ Live ขายสินค้า เจรจาลดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และพัฒนาแพลตฟอร์ม B2B สู่ตลาดโลก และ 5. ปรับมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (SME-GP): ปรับระบบ e-GP ให้ใช้งานง่าย ลดความซับซ้อน และให้แต้มต่อด้านราคา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงงบประมาณภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มุ่งหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงผู้ประกอบการ รักษาการจ้างงาน และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจฐานรากและภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้เข้าหารือกับนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจ โดยการหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการเสริมสภาพคล่อง การลงทุน การ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตการนำเทคโนโลยีมาใช้ ตลอดจนการยกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยต่อไป
ข่าวต่างประเทศ
4. รมว.อุตสาหกรรมเกาหลีใต้บินวอชิงตัน เร่งคลี่คลายแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569)
คิม จองกวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ออกเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้งในเช้าวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐอเมริกาในเรื่องการจัดเก็บภาษีศุลกากร ท่ามกลางประเด็นทางการค้าทวิภาคี ที่ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ ซึ่งการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของรัฐมนตรีคิมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเกาหลีใต้กำลังถูกสหรัฐฯ กดดันอย่างหนักให้เร่งรัดการดำเนินงานตามข้อตกลงการลงทุนที่สองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงอุตสาหกรรมฯ ของเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศผลการสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการผลิตสินค้าเกินความต้องการ ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ภายในสิ้นเดือนนี้ ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีศุลกากรระลอกใหม่กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ ในอัตราตั้งแต่ 10% – 12.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการสอบสวนประเด็นการใช้แรงงานบังคับตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 ภายใต้มาตรการใหม่นี้ เกาหลีใต้ต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่ 12.5% เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนกำลังการผลิตส่วนเกินใน 16 ประเทศ ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้ด้วย โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการค้าฉบับเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม คิมกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า ภาษีใดๆ ที่จะถูกเรียกเก็บจากการสอบสวนตามมาตรา 301 จะไม่เกินระดับ 15% เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงด้านภาษีที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้บรรลุร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้มียอดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 1.229 แสนล้านดอลลาร์ และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 7.34 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของเกาหลีใต้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)