ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. "วราวุธ" ห่วงวิกฤตแม่น้ำกก สั่งยกระดับคุมเหมืองแร่ทั่วประเทศ เร่งแก้สารพิษ จับมือ UNIDO (ที่มา: เว็บไซต์สยามรัฐ, ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์พบสารพิษและโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก จึงได้กำชับให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เข้าไปกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่ทั่วประเทศ รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่ยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะต้องไม่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นนโยบายและเป้าหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งนายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รายงานว่า ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำเหมืองแร่ทั่วประเทศ ตลอดจนในบริเวณพื้นที่ภาคเหนืออย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการทุกแห่งได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จากการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียด ขอยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในแม่น้ำกกขณะนี้ มาจากพื้นที่นอกอาณาเขตประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพน้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม กพร. พร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและเทคนิคเชิงลึกแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด และทาง กพร. ยังได้เข้าไปประสานงาน มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อช่วยแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในระดับทวิภาคีระหว่างประเทศ รวมทั้งร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เพื่อนำเทคโนโลยีและมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวัง ศึกษาการปนเปื้อน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำกกให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมด้วย ทั้งนี้ กพร. อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐานการนำเข้าแร่บางชนิด โดยอาจกำหนดให้มีการแจ้งข้อมูลแหล่งเหมืองแร่ต้นทาง เพื่อยืนยันว่าแร่ที่นำเข้ามานั้นมาจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยสร้างความรัดกุมในการตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการสนับสนุนแหล่งผลิตแร่ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. ลุยปลดล็อกข้อจำกัด 'น้ำ-ไฟ' ดูดทุนเข้า EEC ดันไทยสู่ฮับอาเซียน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เป็นภูมิภาคที่มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด ช่วง 3 ปีครึ่ง หรือปี 2566 ถึงครึ่งแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 4,566 โครงการ มูลค่า 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ 3 อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนสูงสุด ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 2. อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และ 3. ยานยนต์และชิ้นส่วน ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุนของโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น บีโอไอมองเห็นโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุน 6 กลุ่ม เป้าหมาย ได้แก่ 1. ชีวภาพและอุตสาหกรรมสีเขียว 2. ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) 3. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 4. ดิจิทัลและ AI 5. ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และ 6. ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ภาคตะวันออกดึงดูดโครงการลงทุนที่มีคุณภาพ และนำประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค บีโอไอ จึงได้จับมือหน่วยงานพันธมิตร คือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปลดล็อกอุปสรรคของการลงทุน ทั้งด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำ การขยายพื้นที่ การพัฒนาระบบวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน พร้อมใช้ "Thailand FastPass" อำนวยความสะดวกโครงการลงทุนสำคัญ และเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูง เพื่อเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย สำหรับการรองรับคลื่นการลงทุนระลอกใหม่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของระบบนิเวศให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัย สำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
นายดนุชา พิชยนันท์
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์
3. สภาพัฒน์ปรับ GDP ส่งออก-ลงทุนหนุนปีนี้โต 2.2% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569)
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 13.4% ถือเป็นการ เติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับ ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% เพราะรัฐวิสาหกิจชะลอการเบิกจ่ายในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในช่วงถัดไป ด้านการบริโภคภาคเอกชนไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาส ก่อนหน้า ขณะที่การอุปโภคภาครัฐบาลชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.2% จากเดิม 3.4% จากการลดลงของรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงค่าตอบแทนแรงงาน สำหรับภาคการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ 12.5% โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวโดดเด่น ถึง 14.1% แต่การส่งออกรถยนต์นั่งหดตัวลงถึง 42.4% เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ เข้มงวดในต่างประเทศ และการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนการนำเข้าขยายตัวสูงถึง 27.2% ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสนี้ ขาดดุล 12% ของ GDP เป็นผลจากราคาน้ำมันและทองคำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่สูงขึ้น แต่หากหักลบรายการน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าจะยังเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ภาคการผลิตในสาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.5% โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยายตัว ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาสที่ 6.1% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 6.6% ด้านสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% เนื่องจากการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ และการผลิตยานยนต์ที่ลดลง 7.2% ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 57.47% ส่วนภาคท่องเที่ยว สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 1.5% ชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 3.8% แต่รายรับต่อคนต่อทริปปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 53,000 บาท ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 พบว่า อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.96% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.94% ในไตรมาสก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.7% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท หรือ 66.9% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2-2.5% ค่ากลางการประมาณการ 2.2% ปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ 2% ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการส่งออก สินค้า และแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะโตได้ถึง 9.6% และการส่งออกจะขยายตัว 15.1% ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัล ส่วนอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.5-2% ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการทางการค้า ของสหรัฐที่อาจเข้มงวดขึ้น ภาระหนี้สินภาค ครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์สูงและคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ที่ด้อยลง รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจกระทบต่อภาคเกษตร นอกจากนี้ สภาพัฒน์จึงเสนอแนวทางการบริหารนโยบาย 5 ด้าน คือ 1.การดูแลภาคเกษตรและเตรียมปัจจัยการผลิต 2.การรักษาแรงส่งภาค ส่งออก 3.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนและการอำนวยความสะดวกผ่านมาตรการต่างๆ เช่น Thailand Fast Pass 4.การเร่งการเบิกจ่ายภาครัฐ และ 5.การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน
ข่าวต่างประเทศ
4. จีนเผยยอดค้าปลีก-ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนก.ค.โตต่ำกว่าคาด อัตราว่างงานเพิ่ม บ่งชี้เศรษฐกิจยังอ่อนแอ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานว่า ยอดค้าปลีกขยับขึ้นเพียง 0.6% ในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนมิถุนายน ที่เพิ่มขึ้น 1% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม ปรับตัวขึ้น 4.5% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนมิถุนายน ที่ขยายตัว 5.3% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.8% ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ปรับตัวลง 6.7% ในช่วง 7 เดือนแรกนับจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 6% และหนักกว่าช่วง 6 เดือนแรกที่ลดลง 5.7% นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานสถิติฯ ยังระบุว่า อัตราว่างงานในเขตเมืองของจีนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.2% ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 5% ในเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าว ได้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก อันเป็นผลมาจากความไร้สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าว ยังสะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจีนต้องเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเหล่านี้มีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติฯ รายงานก่อนหน้านี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 และต่ำกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตตลอดปีที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ 4.5%-5%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)