ข่าวประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. 'วราวุธ' สั่ง 'กนอ.' ระงับปรับพื้นที่ WHA ESIE 5 ขีดเส้น 3 วัน แจงข้อสงสัยระเบิดหิน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดและแรงสั่นสะเทือนใน 4 อำเภอของจังหวัดระยอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา จนสร้างความตกใจให้เกิดกับพี่น้องประชาชนอย่างมาก ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 คณะทำงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.เขตชลบุรี) สส.ในพื้นที่ ผู้แทนฝ่ายปกครองท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุภายในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 5 (WHA ESIE 5) อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ทั้งนี้ มีฝ่ายปกครองอำเภอบ้านค่าย ผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ตัวแทนนิคมฯ WHA และบริษัท บ้านค่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเหมาร่วมตรวจสอบด้วย เบื้องต้นพบว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่ และพบร่องรอยและหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการทำลายหินด้วยวิธีการระเบิด ทำให้ กนอ.ต้องเร่งนำหลักฐานทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์โดยหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยืนยันว่าเกิดอะไรขึ้นและการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ได้กำชับ กนอ. สั่งระงับการปรับพื้นที่บริเวณที่มีหินทั้งหมดในโครงการทันที พร้อมห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในพื้นที่ เพื่อรักษาสภาพจุดเกิดเหตุและป้องกันการทำลายหรือเคลื่อนย้ายหลักฐาน พร้อมสั่งการให้เร่งตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว หากผลตรวจสอบพบว่ามีการฝ่าฝืน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที โดยไม่มีการละเว้น พร้อมทั้งให้เร่งประเมินพื้นที่และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ กนอ.ได้ออกหนังสือถึงผู้พัฒนานิคมฯ ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 3 วันทำการ ครอบคลุมทั้งกระบวนการดำเนินงานหน้างาน มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมถึงใบอนุญาตและการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไป กนอ.จะตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด พร้อมเรียกตรวจสอบรายงานประจำวัน (Daily Reports) เพื่อนำข้อมูลพิกัดและลำดับการทำงานมาเทียบเคียงกับสภาพพื้นที่จริง รวมถึงประสานหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจพิสูจน์ เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้แทนนิคมฯ และผู้รับเหมายืนยันว่า การเปิดหน้าดินและสกัดหินดำเนินการตามกรอบ EIA และใช้รถหัวเจาะ (Breaker) เท่านั้น โดยไม่มีการใช้วัตถุระเบิด ดังนั้น การพบร่องรอยล่าสุดจึงเป็นประเด็นที่ กนอ.ต้องพิสูจน์ใว่าเกิดจากกระบวนการใด ใครเป็นผู้ดำเนินการ และมีการขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

 

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

 

 

2. เงินตปท.บุกไทย 2.1 แสนล. (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569)

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การลงทุนของต่างชาติในประเทศไทยช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม - กรกฎาคม) มีการอนุมัติให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ 736 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 26% โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 37% หรือคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยรวม 5,229 คน เพิ่มขึ้น 22% ซึ่งประเทศที่เข้ามาลงทุนมูลค่าสูงสุดอันดับหนึ่ง ได้แก่ สิงคโปร์ 61,112 ล้านบาท ตามด้วย ญี่ปุ่น 45,085 ล้านบาท และจีน 38,603 ล้านบาท สำหรับการลงทุนส่วนใหญ่สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สัดส่วนสูงถึง 49% รวม 360 ราย มูลค่าเงินลงทุน 157,328 ล้านบาท มุ่งเน้นในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ บริการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนอากาศยานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์ ที่ใช้พลังงานประสิทธิภาพสูงและซอฟต์แวร์ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอ ส่วนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ โดยในช่วง 7 เดือนแรก มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี 220 ราย คิดเป็น 30% ของนักลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน มูลค่าการลงทุนรวม 85,615 ล้านบาท หรือคิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมดในประเทศ โดยมีนักลงทุนหลักจากจีน 30,042 ล้านบาท ญี่ปุ่น 22,636 ล้านบาท และฮ่องกง 4,803 ล้านบาท เน้นลงทุนในธุรกิจซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอากาศยาน การแปรรูปไม้ ศูนย์กระจายสินค้า และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผลการอนุญาตเฉพาะเดือนกรกฎาคม 2569 มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ 96 ราย เงินลงทุนรวม 31,594 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทย 960 คน ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา โดยเน้นในกลุ่มธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียม สถานีอัดประจุไฟฟ้า อีวี การพัฒนา ดาต้า เซ็นเตอร์ และการรับจ้างผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกันนี้ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเฉพาะทางแก่แรงงานไทย

 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ

ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

 

 

3. ผุดนิคมกำจัดซากแบตเตอรี่ ดึงค่ายรถช่วยเก็บ-เจ้าของรถร่วมจ่าย (ที่มา: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569)

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ศึกษาและเตรียมความพร้อมจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อทำหน้าที่กำจัดแบตเตอรี่ใช้แล้ว ทั้งแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ หลังการขยายตัวของรถอีวี ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมระบบรองรับแบตเตอรี่ที่หมดอายุใช้งาน เพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะอันตรายในอนาคต สำหรับแผนจัดตั้งนิคมจัดการแบตเตอรี่รถ EV เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบโมเดลการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน รวมถึงแบตเตอรี่ที่ถูกถอดแยกชิ้นส่วนออกจากรถแล้ว แนวคิดสำคัญ คือ การรวบรวมแบตเตอรี่เข้าสู่พื้นที่ที่กำหนดอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการรั่วไหลออกนอกระบบและยกระดับความปลอดภัยในการจัดการ ซึ่งในเบื้องต้นมีการประเมินว่า การพัฒนานิคมจัดการแบตเตอรี่ ในโมเดลแบบ Circular ดังกล่าวอาจต้องใช้เงินลงทุน 4,000-5,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องลงทุนในระบบความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการวัตถุอันตราย ระบบคัดแยกและถอดประกอบแบตเตอรี่ ไปจนถึงระบบรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบโมเดลการลงทุนร่วมกับทาง กฟผ. สำหรับรูปแบบของนิคม Circular ที่วางไว้จะเป็นการจัดการแบตเตอรี่แบบครบวงจร โดยเมื่อรถ EV หมดอายุหรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ จะต้องนำรถหรือแบตเตอรี่เข้าสู่จุดที่กำหนด ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยกชิ้นส่วนและทำให้แบตเตอรี่ปลอดประจุไฟฟ้า (Discharge) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไฟฟ้าคงค้าง ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หรือใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น สำหรับแบตเตอรี่ที่ยังมีประสิทธิภาพเพียงพอ จะพิจารณาจากค่า State of Health (SOH) เพื่อประเมินว่าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ Repurpose ได้หรือไม่ เช่น การนำเซลล์แบตเตอรี่มาประกอบใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ขณะที่แบตเตอรี่ที่ไม่เหมาะกับการใช้งานต่อจะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อแยกวัสดุสำคัญ เช่น ลิเทียม และวัสดุอื่น ๆ กลับมาใช้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าสเกลของแบตฯ มันมีมากขนาดไหน ยังไม่มีใครรวบรวมข้อมูลตรงนี้ไว้ แต่เบื้องต้น สศอ. กำลังทำข้อมูลนี้อยู่ ดังนั้นการออกแบบนิคมจึงไม่ได้มองเฉพาะปลายทาง แต่ต้องเชื่อมโยงกลับไปถึงต้นทาง โดยเฉพาะการกำหนดบทบาทของค่ายรถยนต์ในการรับคืนแบตเตอรี่ การจัดทำ Battery Passport และระบบติดตามแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแบตเตอรี่แต่ละชุดอยู่ที่ใดและเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่มีการหยิบยกขึ้นหารือ คือ การกำหนดกลไกให้ผู้ซื้อรถ EV มีค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งสำหรับการจัดการแบตเตอรี่ในอนาคต คล้ายระบบที่ใช้ในบางประเทศ เพื่อสร้างเงินหรือกลไกทางเศรษฐกิจรองรับการนำแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ระบบเมื่อหมดอายุการใช้งาน ซึ่งการกำหนดให้ค่ายรถรับคืนแบตเตอรี่จำเป็นต้องพิจารณากฎหมายและบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ นอกจากนี้ หากเดินหน้าได้ตามแผนการพัฒนานิคมอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีในการออกแบบ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างระบบรวบรวมแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเพียงพอ ก่อนเข้าสู่ระดับที่เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยภายในปี 2569 นี้จะต้องเห็นแผนทั้งหมดเพื่อสรุปว่าจะทำรูปแบบใด

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ฮ่องกงเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 69 มั่นใจดีมานด์ AI หนุนการค้าเฟื่องฟู (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569)

รัฐบาลฮ่องกง เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2569 ขึ้นสู่กรอบ 3.5% – 4.5% จากกรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.5% – 3.5% หลังจากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกช่วยผลักดันยอดส่งออกของฮ่องกงพุ่งขึ้นอย่างมาก และเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี ซึ่ง GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของฮ่องกงขยายตัว 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยได้แรงหนุนจากการค้าที่คึกคักและการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกสินค้าในไตรมาส 2/2569 พุ่งขึ้น 28.9% เนื่องจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกได้ช่วยกระตุ้นความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ขนส่งผ่านศูนย์กลางการค้าแห่งนี้ ส่วน GDP ในไตรมาส 2/2569 ของฮ่องกงนั้น แม้ขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 5.9% ในไตรมาสแรก และเป็นการชะลอตัวรายไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี แต่รัฐบาลฮ่องกงยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยระบุว่าความต้องการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ทางด้านไอรีนา ฟาน นักเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลฮ่องกง ระบุว่า เศรษฐกิจฮ่องกงมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยฟานระบุถึงอุปสรรคต่างๆ เช่น ความไม่แน่นอนในตลาดพลังงาน อันเนื่องมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารรายใหญ่หลายแห่งได้พากันปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของฮ่องกง โดยเอชเอสบีซี โฮลดิงส์ (HSBC Holdings) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 ของฮ่องกงจากเดิม 3.8% เป็น 4.5% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มคาดการณ์ครั้งที่สอง ขณะที่ยูบีเอส กรุ๊ป (UBS Group) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 ของฮ่องกงจากเดิม 3.3% เป็น 4.5%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)