ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. อุตตั้ง 'ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ' ลุยฟื้นฟูน่านหลังน้ำลด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม กรณีสถานการณ์อุทกภันในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1) เตรียมก่อนเกิดภัยพิบัติ 2) แนวทางการปฏิบัติในระหว่างการเกิดภัยพิบัติ และ 3) การช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ โดยเบื้องต้นให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานในพื้นที่ เพื่อประสานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ทุกหน่วยงานเตรียมแนวทางช่วยเหลือประชาชนจากเครือข่ายอุตสาหกรรม เช่น น้ำดื่ม อาหาร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุก และอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรมแจ้งสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงกรณีมีสารเคมี วัตถุอันตราย กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน โดยเฉพาะระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือปนเปื้อนจากน้ำท่วม ขอให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดูแลตนเองให้ปลอดภัย เพื่อไม่เป็นภาระของทีมกู้ภัย และเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนตามศักยภาพที่เรามี จากนั้นในช่วงฟื้นฟูซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด จะต้องตรวจสอบโรงงานและสถานประกอบการ ว่ามีความปลอดภัยสำหรับเริ่มเปิดทำการหรือไม่ ทั้งระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบบำบัดน้ำเสีย และส่งทีมกระทรวงอุตสาหกรามลงพื้นที่ช่วยตรวจ-ซ่อม-ให้คำแนะนำ เพื่อให้กิจการกลับมาเปิดได้โดยเร็วที่สุด พร้อมกับให้ SME D Bank พิจารณามาตรการ พักหนี้ เสริมสภาพคล่อง ฟื้นฟูกิจการ ให้กับผู้ประกอบการ ลูกค้า ที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ ทั้งนี้ นายวราวุธได้มอบให้ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ เบื้องต้นพบว่าส่วนใหญ่สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติและให้ติดตามประกาศจากทางพื้นที่ มีเพียงจังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้อาคารสำนักงานและบ้านพักเจ้าหน้าที่บริเวณชั้น 1 มีน้ำท่วมสูงประมาณ 1-2 เมตร ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงแล้ว โดยมอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1-3 จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก พิจิตร และศูนย์วิจัยและพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จังหวัดลำปาง จัดตั้ง "ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ" เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและกระจายความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และมอบกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือฟื้นฟู และให้สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือเตรียมเฝ้าระวังสูงสุด โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดลำพูนและพิจิตร รวมทั้งให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เตรียมมาตรการทางด้านการเงิน และช่วยเหลือลูกค้าที่ขอสินเชื่อซึ่งได้รับผลกระทบและได้มอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดที่อยู่ใกล้เคียงจังหวัดน่าน ร่วมสนับสนุนกำลังคน เครื่องจักรกล เครื่องมือ และอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด เพื่อเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน สถานประกอบการ สำนักงาน ตลอดจนบ้านพักเจ้าหน้าที่ทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนี้ ได้กำชับให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสำรวจความเสียหาย ความต้องการ และผลกระทบของผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้โดยเร็ว เพื่อรักษาเศรษฐกิจ การจ้างงานของประชาชนในพื้นที่
นายพิชิต มิทราวงศ์
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank
2. ธพว.เผย รมว.อุตฯ สั่งการ พา SME ถึงทุน 2.77 หมื่นล. (ที่มา: ดอกเบี้ยธุรกิจ, ประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2569)
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มอบให้หน่วยงานภายใต้กำกับไปขับเคลื่อน คือ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเปรียบเสมือนฐานพีระมิดของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งทุน เพื่อนำไปยกระดับเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ทั้งการเสริมสภาพคล่อง ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทย นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ SME D Bank ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้กำกับกระทรวงอุตสาหกรรมนำนโยบายดังกล่าวไปขับเคลื่อนสู่ภาคปฏิบัติ เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการปรับปรุงระเบียบ คำสั่ง ที่เป็นอุปสรรค ควบคู่กับผ่อนปรนคุณสมบัติผู้กู้ และหลักประกัน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากยิ่งขึ้น เช่น ขยายกลุ่มเป้าหมายของสินเชื่อ SME Green Productivity ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือจากใช้ระบบไฟฟ้า (EV) เป็นต้น อีกทั้ง มีการสื่อสารชัดเจนตั้งแต่ระดับบริหารจนถึงระดับปฏิบัติการ ถึงนโยบายที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะรายเล็กให้เข้าถึงทุนอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ช่วยให้การทำงานการสนับสนุนเอสเอ็มอีเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา (เมษายน-กรกฎาคม 2569) พาเอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุนกว่า 27,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และมีจำนวนกว่า 3,590 กิจการ เพิ่มขึ้น 77% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้ไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 127,000 ล้านบาท ช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 81,000 ราย
อย่างไรก็ตาม จากผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว SME D Bank จะยึดแนวทางดังกล่าวในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผ่านการส่งเสริมของหน่วยงานภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เข้าถึงแหล่งทุนจาก SME D Bank ตามนโยบาย ONE MIND โดยมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2569 จะผลักดันเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 80,000 ล้านบาท สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 366,400 ล้านบาท
ดร.ชโย ตรังอดิศัยกุล
กรรมการบริหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ส.อ.ท.แนะช่องรุกอียิปต์ เน้นลงทุนสาขาที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2569)
ดร.ชโย ตรังอดิศัยกุล กรรมการบริหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสภาธุรกิจไทย-อียิปต์ เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้เข้าร่วมการประชุมเตรียมการคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission) ไทย-อียิปต์ โดยมี นางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นประธาน ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยการประชุมมีเป้าหมายเตรียมประเด็นหลักสำหรับการประชุม Joint Commission ไทย-อียิปต์ ครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ในช่วงการเยือนไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศอียิปต์ โดย ส.อ.ท. ได้นำมุมมองและข้อเสนอของภาคเอกชนเข้าร่วมผลักดัน โดยในปี 2568 ไทยและอียิปต์มีมูลค่าการค้ารวม 974.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเกินดุลการค้า 654.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้า ส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยาง แม้การค้าไทยอียิปต์มีศักยภาพเติบโต แต่ผู้ประกอบการไทยต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ ทั้งความผันผวนของค่าเงิน ขั้นตอนนำเข้าที่ซับซ้อน และนโยบายส่งเสริมการผลิตภายในประเทศของอียิปต์ ซึ่งอาจกดดันความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดระยะต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของค่าเงิน ที่ทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดอียิปต์สูงขึ้น รวมถึงกระบวนการนำเข้าที่มีความซับซ้อน และนโยบายส่งเสริมการผลิตภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสทางการตลาดของสินค้าสำคัญอย่าง ยานยนต์ ชิ้นส่วน และยางรถยนต์ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. จึงเห็นว่าการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระยะต่อไป ควรขยับจากการพึ่งพาการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การลงทุนและบริการ เพื่อให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดอียิปต์ได้ลึกขึ้น โดย ส.อ.ท. ได้เสนอให้หารือกับฝ่ายอียิปต์เพื่อส่งเสริมการลงทุนในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ บริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจโรงแรมและที่พัก โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยกระจายโอกาสจากการค้าสินค้าไปสู่การลงทุน การบริการ และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ประเทศ และเพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดอียิปต์ได้มากขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4. ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐสูงสุดรอบ 52 เดือนในส.ค. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.0 ในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 เดือน จากระดับ 54.5 ในเดือนกรกฎาคม สำหรับดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคบริการ โดยมีการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจดีดตัวขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 53.2 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน จากระดับ 53.9 ในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิต
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.8 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน จากระดับ 54.6 ในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคบริการ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)