ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.)
1. 'ศุภจี' วาง '7 ก้าวต่อไป' ขับเคลื่อนงานพณ.-เร่งปิดเกม ART (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยในการแถลง "ผลงาน 90 วันกระทรวงพาณิชย์" ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบปีที่ 106 ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาของกระทรวงฯ อยู่ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างระยะยาว ครอบคลุมการดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ SMEs สร้างสมดุลการส่งออก และยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการพร้อมปลดล็อกกฎระเบียบ โดยแนวทางการทำงานในระยะต่อไป กระทรวงฯ จะเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ผ่านมาตรการที่เข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล่วงหน้าในเชิงโครงสร้าง ด้วยการกำหนด "7 ก้าวต่อไป" ที่กระทรวงฯจะเดินหน้าต่อ คือ เร่งเจรจาการค้าทั้งความตกลงการค้าเสรี (FTA), ความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย-สหรัฐฯ (ART) และมาตรา 301, ผลักดัน การส่งออกปี 2569 ให้เติบโตระดับ 2 หลัก, รักษา เสถียรภาพสินค้าเกษตร, เข้มงวดนอมินี, ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน, จัดเต็มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ให้ SMEs ผ่าน "ไทยช่วยไทย" จนจบปี 2569, ปลดล็อกอุปสรรคและขั้นตอนการทำงานของกระทรวงฯ ทั้งนี้หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ แม้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯจะมีส่วนที่ได้รับการยกเว้นแล้วประมาณ 72% แต่ กระทรวงฯยังตั้งใจเร่งปิดประเด็นเจรจาให้เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยยึดสิทธิประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ซึ่งวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะเดินทางไปสหรัฐฯล่วงหน้า ก่อนที่ตนจะเดินทางไปถึงในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 โดยมีเป้าหมายเร่งผลักดันการเจรจา ART ให้สามารถปิดการเจรจาได้ พร้อมพยายามรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ไทยพึงได้รับ
อย่างไรก็ตาม ส่วนการผลักดันการส่งออก ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6.2-6.3 ล้านล้านบาท และหากทั้งปี แตะระดับมากกว่า 12 ล้านล้านบาท ก็มีโอกาสเห็นการขยายตัวอย่างน้อยประมาณ 8-10% แม้ยังต้องเผชิญปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งการขนส่ง ราคาพลังงาน และสถานการณ์ความขัดแย้ง ในขณะที่สินค้าเกษตร กระทรวงฯจะ เดินหน้ารักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมถึงบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ หลังมีการดูดซับทุเรียนและมังคุดจากภาคใต้ขึ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 2-3 แสนตัน เพื่อพยุงราคา
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
2. รมว.อุตฯ จ่อเสนอครม.ดันเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน เป็นสินค้าควบคุม คาดมีผลต้นปี 70 สกัดเหล็กด้อยคุณภาพนำเข้า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน จากเดิมเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ ยกระดับเป็น “สินค้าควบคุม” เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้าสู่ตลาด โดยที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญแรงกดดันจากเหล็กนำเข้าราคาถูกและการทุ่มตลาด ทำให้ผู้ผลิตในประเทศแข่งขันได้ยาก การกำหนดมาตรฐานให้เป็นสินค้าควบคุม จะทำให้เหล็กที่ขายในไทย ไม่ว่าจะผลิตในประเทศหรือนำเข้า ต้องผ่านมาตรฐานเดียวกันโดยมาตรฐานที่จะยกระดับมี 4 รายการ ได้แก่ มอก. 2131-2567 เหล็กชุบสังกะสีเคลือบสี หรือ PPGI สำหรับหลังคา ผนังอาคาร และงานก่อสร้าง, มอก. 2753-2567 เหล็กอลูซิงค์เคลือบสี หรือ PPGL ที่เด่นด้านกันสนิมและสะท้อนความร้อน, มอก. 2981-2567 เหล็ก ZAM ที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง เหมาะกับโครงสร้างโซลาร์เซลล์และงานกลางแจ้ง และ มอก. 3059-2567 เหล็กเคลือบสังกะสี อะลูมิเนียม และแมกนีเซียม สำหรับงานที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและทนสนิม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือ เหล็กทั้ง 4 กลุ่มต้องผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งความทนละอองน้ำเกลือ ซึ่งบางมาตรฐานกำหนดการทดสอบยาวถึง 2,000 ชั่วโมง ความแข็งแรงและการติดแน่นของสี ความทนแรงกระแทก การสะท้อนแสงอาทิตย์ ตลอดจนความต้านแรงดึงและความเค้นคราก เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กมีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม หาก ครม. เห็นชอบคาดว่ามาตรฐานทั้ง 4 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2570 เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายมีเวลาเตรียมความพร้อม โดยสินค้าจะต้องผ่านมาตรฐานและมีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดจึงจะผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้ สำหรับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตเดิมอยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนจากใบอนุญาต มอ.2 สำหรับมาตรฐานภาคสมัครใจ เป็น มอ.4 สำหรับสินค้าควบคุมได้ทันที โดยไม่ต้องตรวจโรงงานหรือเก็บตัวอย่างใหม่ เพื่อลดภาระและไม่ให้กระทบผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้ปิดกั้นสินค้านำเข้า แต่กำลังสร้างกติกาเดียวกันให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันบนคุณภาพ ใครจะผลิตหรือนำเข้าเหล็กมาขายในไทย ต้องมั่นใจว่าได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ และอุตสาหกรรมเหล็กไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ผ่า 3 ปมใหญ่ ฉุดศก.ชู 2 แนวทาง ดันจีดีพี 1.4 แสนล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังประคองการขยายตัวได้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน โดยการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงและมีลักษณะ K-shaped เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนกรกฎาคม ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ มีค่าดัชนีฯ 105.5 ขนาดย่อมเพียง 75.3 สะท้อนว่าเศรษฐกิจสองความเร็วเกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราใช้กำลังผลิต (CapU) อยู่ที่ร้อยละ 57.47 ลดลงร้อยละ 3.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ TISI ไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 86.1 ทั้งนี้ ส.อ.ท. วิเคราะห์ว่าการใช้กำลังผลิตที่ต่ำมีสาเหตุต่างกัน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ประกอบกับกำลังผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศ เช่น เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบการนำเข้าวัตถุดิบ 2. กลุ่มที่การผลิตถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเชิงนโยบาย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเดินเครื่องเกือบเต็มกำลังมาตลอด แต่เมื่อการส่งออกถูกจำกัด จึงต้องปรับ การผลิตให้พอดีกับความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว และ 3. กลุ่มที่กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าการผลิตจากการลงทุนระลอกใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นสัญญาณบวกของการลงทุนที่กำลังทยอยเดินเครื่อง โดยการส่งออกที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรก ยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นโดยรวมยัง ขยายตัวได้จำกัด จึงสอดคล้องกับภาคการผลิต ที่ยังฟื้นตัวจำกัด
อย่างไรก็ตาม สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะต่อไป ส.อ.ท. เสนอ 2 แนวทาง คือ 1. สร้างแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศผ่านโครงการ Buy Thai มุ่งเป้า ไปที่สินค้าสำเร็จรูปที่มีกำลังผลิตเหลืออยู่มาก เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งปัจจุบันใช้กำลังผลิตเพียงร้อยละ 37-50 จึงพร้อมเพิ่มการผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อ โดยต้องรณรงค์ให้ซื้อสินค้าไทย ควบคู่กับดูแลสินค้านำเข้าที่ทุ่มตลาด เพื่อให้เม็ดเงินกลับสู่ผู้ผลิตไทยอย่างแท้จริง และ 2. มาตรการปลดล็อกข้อจำกัดการผลิต ได้แก่ เปิดการส่งออกน้ำมันส่วนที่เกินจากความต้องการอย่างมีเงื่อนไข โดยการดูแลราคาขายปลีกยังดำเนินการได้ผ่านกลไกค่าการกลั่นที่มีอยู่ เร่งรัดโครงการก่อสร้างภาครัฐพร้อมส่งเสริมการใช้เกณฑ์ Made in Thailand (MiT) ซึ่งจะช่วยฟื้นคำสั่งซื้อเหล็กและวัสดุก่อสร้างโดยตรง ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินว่าหากยกระดับ CapU เพิ่มขึ้น 5 จุด จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ ร้อยละ 57.5 เป็นร้อยละ 62.5 จะช่วยเพิ่ม GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 ของ GDP โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่ Buy Thai เข้าถึงได้โดยตรง และอีกส่วนสำคัญมาจากการปลดล็อกเชิงนโยบายข้างต้น
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อสิงคโปร์เดือนก.ค.พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี เหตุสงครามอิหร่าน ดันราคาพลังงานสูง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์ เปิดเผยรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่นับรวมต้นทุนที่อยู่อาศัยและการขนส่งส่วนบุคคล พุ่งขึ้นสู่ระดับ 2% ในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีสาเหตุมาจากค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น หลังจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนของสิงคโปร์ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของสิงคโปร์ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 2.2% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.4% สำหรับค่าสาธารณูปโภคและเชื้อเพลิงอื่นๆ พุ่งขึ้น 6.1% ในดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบรายปี สำหรับเงินเฟ้อในหมวดการขนส่งพุ่งขึ้นแตะระดับ 7.9% ขณะที่เงินเฟ้อในหมวดอาหารปรับตัวขึ้นแตะระดับ 2.2%
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่มีต่อประชาชน โดยได้อัดฉีดงบประมาณช่วยเหลือเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อช่วงต้นปีนี้ ทั้งนี้ ทางด้านธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ประกาศเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินในการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว และยังคงคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้จะอยู่ในกรอบ 1.5% – 2.5% พร้อมกับเตือนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อาจยังคงอยู่ในระดับสูงไปจนถึงช่วงกลางปี 2570
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)