ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'วราวุธ' รมว.อุตสาหกรรม เยี่ยมชมโรงเส้นหมี่ชอเฮง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริษัท โรงเส้นหมี่ ชอเฮง จำกัด ตั้งอยู่ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และติดตามการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรม พร้อมประชุมรับฟังความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรคด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของภาคเอกชน ในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑล เมื่อ วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ในการนี้ นายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด นำเสนอภาพรวมการประกอบกิจการ กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกแป้งข้าว แปรรูป รวมถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวรายใหญ่ และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารและกระบวนการผลิตอันทันสมัย และการให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยยกระดับพืชผลทางการเกษตรของไทยให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารระดับสากล ทั้งนี้ ในการประชุมได้มีการสะท้อนปัญหาด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการ การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร และมีตัวแทนจากภาคเอกชน ได้แก่ ปภาวี สุธาวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง นิธิศ ซื่อตรง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม พีรวัฒน์ เวศย์วรุตม์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม และกลุ่ม YEC ได้มีการนำเสนอข้อมูล สะท้อนปัญหาและอุปสรรคด้านการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมของจังหวัดนครปฐม และกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล โดยให้ความเห็นว่า ปัจจุบันจังหวัดนครปฐมประสบปัญหาข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากติดปัญหาผังเมืองและที่ดิน มีมูลค่าสูง แต่ในทางกลับกันจังหวัดนครปฐมก็เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งใกล้จุดยุทธศาสตร์ต่างๆ การคมนาคมที่สะดวก อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่หลายแห่งที่มีงานวิจัยที่มีประโยชน์ มีนักศึกษาจบใหม่ในพื้นที่ ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพื้นที่ทางการเกษตร ที่มีความเข้มแข็ง และมีภาคเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุน จึงควรผลักดันการจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่จังหวัดนี้ เพื่อให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทางด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันนี้ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอต่างๆ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดนครปฐม ทั้งเรื่องความต้องการนิคมอุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ ตลอดจนปัญหาเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมถึงแนวทางในอนาคตที่จะพัฒนาเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งนี้ นครปฐมถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยมีขนาด GDP เป็นอันดับ 10 ของประเทศและเป็นศูนย์รวมของโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ย่อมมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตามมา โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน ดังเช่นตัวอย่างการประกอบกิจการของ บริษัท ชอเฮง ที่เป็นแบบอย่างที่ดี ในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการค้าระดับโลก
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
2. หนุนเร่งปิดดีล 'ART' สร้างสมดุลการค้าไทย-USA (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว โดยการเจรจาระหว่างคณะผู้แทนไทยกับฝ่ายสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม - 1 กันยายน 2569 ถือเป็นจังหวะสำคัญในการผลักดันประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ ซึ่งเชื่อมั่นว่ากระทรวงพาณิชย์จะสามารถขับเคลื่อนการเจรจาไปสู่ข้อตกลงที่สมดุล เป็นธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้ง 2 ประเทศ สำหรับการเจรจาครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 47,144.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และคิดเป็นสัดส่วนถึง 24.0% ของมูลค่าการ ส่งออกทั้งหมดของไทย การสร้างความชัดเจนด้านภาษีและกติกาการค้า จึงมีผลโดยตรงต่อคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการไทย
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าเป้าหมายของ ART ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดอัตราภาษี แต่ควรมุ่งสร้างความแน่นอนทางการค้า ลดอุปสรรคและความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า ตลอดจนส่งเสริมการค้า และการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ให้ขยายตัวอย่างสมดุล โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพิ่มการลงทุน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจภายใต้ ART ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ทั้งนี้ ประเด็นการปรับสมดุลทางการค้า ควรพิจารณาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ครบทุกมิติ ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขดุลการค้า เนื่องจากข้อมูลของรัฐบาลประเมินว่าอย่างน้อย 30% ของยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ มาจากการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯที่เข้ามาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ซึ่งสร้างรายได้และผลตอบแทนกลับไปยังบริษัทแม่ในสหรัฐฯ
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. จี้รัฐปรับโครงสร้างภาษีรถ สร้างความเป็นธรรมผู้ผลิตในประเทศ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2569)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% จากเดือนกรกฎาคม 2568 โดยมีการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,422 คัน เพิ่มขึ้น 271% ผลิต PHEV 1,661 คัน เพิ่มขึ้น 295.48% ผลิต HEV 24,173 คัน เพิ่มขึ้น 95.35% จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และการส่งออกไปประเทศคู่ค้า ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งสันดาปภายใน ผลิตได้เพียง 8,251 คัน ลดลงถึง 62.49% ส่วนการผลิตรถกระบะ ยังคงลดลงตามยอดขายในประเทศที่ลดลง แต่ผลิตรถกระบะไฟฟ้าได้ 346 คัน เพิ่มขึ้น 686.36% เพื่อขายในประเทศและส่งออก รถบรรทุกผลิตได้ 1,550 คัน เพิ่มขึ้น 108.05% จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติเพราะย้ายโรงงานผลิตเสร็จแล้ว ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 มีจำนวน 834,595 คัน ลดลง 0.09% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ทั้งนี้ เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 72,679 คัน คิดเป็น 61.95% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 1.92% จากเดือนกรกฎาคม 2568 ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกทั้งสิ้น 521,840 คัน คิดเป็น 62.53% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 4.97% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 44,704 คัน คิดเป็น 38.05% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 22.42% จากเดือนกรกฎาคม 2568 ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 312,755 คัน เพิ่มขึ้น 9.27% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 0.80% จากเดือนมิถุนายน 2569 และเพิ่มขึ้น 20.07% จากเดือนกรกฎาคม 2568 ยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% คิดเป็นสัดส่วน 35.46% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายใน ขายได้เพียง 7,654 คัน ลดลง 34.58% คิดเป็นสัดส่วน 12.76% ของยอดขายทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก รถกระบะบรรทุกยังคงขายได้ลดลง 16.22% จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่มีรายงานว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัว 7.8% โดยในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 รถยนต์มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
อย่างไรก็ตาม สำหรับสิ่งที่น่ากังวลมากๆ จากยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% นั้น เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับ 37.42% ของยอดขาย เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึง 62.58% จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ที่มีการใช้แรงงานและชิ้นส่วนไทยที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโต แต่กลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่น่ากังวลใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือ ยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลง เหลือเพียง 1 หมื่นกว่าคัน จากที่เคยขาย 3 หมื่นกว่าคัน ซึ่งลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวด ของสถาบันการเงิน โดยรถกระบะเป็นสินค้าหลักของไทยและมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% การหดตัวของตลาดจึงกระทบเป็นวงกว้างถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชน ทำให้บางรายต้องปิดกิจการหรือย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น สำหรับการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% จากเดือนกรกฎาคม 2568 โดยตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียยังเป็นตลาดใหญ่สุด มีส่วนแบ่งตลาด 30.25% ซึ่งเพิ่มขึ้น 29.16% จากเดือนกรกฎาคม 2568 รองลงมาคือตลาดเอเชีย ที่มีส่วนแบ่งตลาด 28.92% เพิ่มขึ้น 14.79% ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ที่มีส่วนแบ่งตลาด 9.74 เพิ่มขึ้น 3.55% ตะวันออกกลาง มีส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 20.40% ปี 2569 เหลือ 14.56% ปี 2569 เพราะส่งออกลดลง 33.56% ทั้งนี้ช่วง 7 เดือนแกปี 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปได้ 495,313 คัน ลดลง 6.86% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ข่าวต่างประเทศ
4. Ifo เผยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจเยอรมนีเดือนส.ค. พุ่งเกินคาด ตอกย้ำสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2569)
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ Ifo ของเยอรมนี เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 88.8 ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 86.7 ในเดือนกรกฎาคม โดย พุ่งขึ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 87.2 ซึ่งช่วยตอกย้ำสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป กำลังเดินหน้าฟื้นตัวอย่างที่หลายฝ่ายเฝ้ารอ โดยด้านดัชนีการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 89.1 ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 86.8 ในเดือนกรกฎาคมนอกจากนี้ บริษัทต่างๆ มีความพึงพอใจกับผลการดำเนินงานทางธุรกิจในปัจจุบันมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีประเมินสถานการณ์ปัจจุบันปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 88.5 ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 86.5 ในเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวดีขึ้นครอบคลุมในทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีประจำไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้น เมื่อเดือนก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.2% เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวประกอบกับการปรับตัวขึ้นของดัชนี Ifo ช่วยตอกย้ำสัญญาณการฟื้นตัวเบื้องต้นของเศรษฐกิจเยอรมนีที่ซบเซามายาวนาน หลังจากที่ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลอดจนยอดการส่งออกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน ที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดเช่นกัน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)