ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. คุมเข้มโรงงานปล่อยกลิ่นเหม็น (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หลังได้รับร้องเรียนจากประชาชน ระบุเป็นปัญหาสะสมยืดเยื้อมานานกว่า 15 ปี กรณีชาวบ้านได้รับผลกระทบกลิ่นเหม็นรบกวนจากการประกอบกิจการโรงงาน บริษัท ซีฟี้ อินดัสตรี้ จำกัด ประเภทโรงงานลำดับที่ 106 ประกอบกิจการหลอมโลหะและทองแดง ตั้งอยู่ ในตำบลลาดบัวหลวง อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรก เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน คณะจากกระทรวงอุตสาหกรรมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตพื้นที่รีบลงพื้นที่มารับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปเร่งแก้ไข โดยกระทรวงอุตสาหกรรมบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (สอจ.พระนครศรีอยุธยา) รวมถึงทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เร่งแก้ไขปัญหานี้ให้คลี่คลายโดยเร็วอย่างเป็นรูปธรรมตามกรอบกฎหมาย เพื่อบรรเทาทุกข์ของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำผู้ประกอบการว่าโรงงานและชุมชนควรอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยโรงงานต้องเริ่มจากการจัดการปัญหาภายในรั้วโรงงานให้ดีเป็นอันดับแรก จากนั้นต้องสื่อสารกับชุมชนอย่างเข้าถึงและใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์อันดี สามารถร่วมกันแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด หากมีแผนการดำเนินงานใดของโรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน โรงงานต้องรีบแจ้งให้พี่น้องประชาชนรับทราบล่วงหน้าเสมอ และควรมีกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เช่น การส่งเสริมอาชีพ การสร้างรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
2. สศอ. รับหั่นประมาณการดัชนีเอ็มพีไอปีนี้เหลือ 0.0-0.5% (ที่มา: เว็บไซต์ ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหรือเอ็มพีไอ (MPI) ปี 2569 จะขยายตัวที่ในช่วงระหว่าง 0.0-0.5% ขณะที่อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี (GDP) ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัวในช่วงระหว่าง 0.75-1.75% ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินทั้งสองค่าไว้ในช่วง 1.0-2.0% เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศ กับคู่ค้าหลักที่ยังมีทิศทางเติบโต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป ทั้งนี้ แม้แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนสิงหาคม 2569 ยังส่งสัญญาณปกติ จากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ยังมีแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในประเทศ อีกทั้งยังต้องเฝ้าระวังด้านปัจจัยต่างประเทศจากความกังวลต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตในบางประเทศ สำหรับดัชนีเอ็มพีไอเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 94.80 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.46% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลต่อเนื่องไปยังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ อาจส่งผลต่อบรรยากาศการส่งออกและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและการค้า ส่วนการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ชะลอลงอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แต่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังสามารถปรับตัว การบริหารจัดการต้นทุน และการรักษาระดับการผลิตได้อย่างเหมาะสม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
3. ส่งออกก.ค.พุ่ง 21.6% แรงหนุนกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.6% ขยายตัว ต่อเนื่อง 25 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุด เป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า มีมูลค่า 38,399.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.7% ขาดดุลการค้า 3,610.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคมกรกฎาคม) การส่งออก มีมูลค่า 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.2% การนำเข้า มีมูลค่า 266,885.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.8% ขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากความต้องการสินค้าในห่วงโซ่ เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลทั่วโลก ที่ยังเติบโต มีการเร่งนำเข้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพลิกกลับมาขยายตัวของกลุ่มสินค้าเกษตรหลัก และศักยภาพของอาหารแปรรูป ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ ทุน เครื่องจักร เพื่อมาผลิตและส่งออก ส่วนน้ำมัน จากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น และสินค้า อุปโภค-บริโภค มีการนำเข้าไม่มาก ส่งผลให้มีการขาดดุลการค้า ในด้านตลาดส่งออกส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 26.9% โดยสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 45.3% จีน เพิ่มขึ้น 15.2% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 21.3% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่มขึ้น 31.5% อาเซียน (5 ประเทศ) เพิ่มขึ้น 16.8% และ CLMV(กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) เพิ่มขึ้น 13% ตลาดรอง เพิ่มขึ้น 10.1% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 28.9% ทวีปแอฟริกา เพิ่มขึ้น 11.3% ลาตินอเมริกา เพิ่มขึ้น 12.1% รัสเซียและกลุ่มเครือรัฐเอกราช (CIS) เพิ่มขึ้น 4.7% ส่วนเอเชียใต้ ลดลง 5.4% ตลาดตะวันออกกลาง ลดลง 12.1% สหราชอาณาจักร ลดลง 10.6% และตลาดอื่นๆ ลดลง 20%
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือ ของปี 2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ดีจากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องดูความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และผลสรุปมาตรการภาษีนำเข้า ของสหรัฐฯที่มีต่อไทย รวมไปถึงการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน จะเป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เคยคาดการณ์การส่งออกว่าทั้งปี 2569 จะเติบโต 8-11% และหากดูสถานการณ์ถึงตอนนี้ที่ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเติบโต และถ้าเติบโตต่อเนื่อง โอกาสที่การส่งออกทั้งปี 2569 ของไทยจะขยายตัว เกิน 11% ก็มีความเป็นไปได้สูง และมีโอกาส ขยับขึ้นไปด้านบนเพิ่มขึ้น ส่วนจะทำได้ถึง 15% หรือไม่นั้น มีความเป็นไปได้ โดยมูลค่าการส่งออก ถ้าเติบโต 15% มูลค่าอยู่ที่ 391,267.4 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ดังนั้น อีก 5 เดือนที่เหลือต้องส่งออกเฉลี่ย เดือนละ 31,947.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนเป้าหมายการ ส่งออกปี 2569 ใหม่อีกครั้งประมาณเดือนตุลาคม 2569
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อโตเกียวเดือนส.ค. ขยายตัวเร็วขึ้นเดือนที่ 3 หนุน BOJ ขึ้นดอกเบี้ย (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2569)
กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของกรุงโตเกียว ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี ขยับขึ้นจาก 1.7% ในเดือนกรกฎาคม และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยดัชนี CPI ของกรุงโตเกียวถือเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วประเทศ แม้บางครั้งตัวเลขอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลท้องถิ่น เช่น การปรับลดค่าเล่าเรียน โดยดัชนี CPI ที่ไม่รวมทั้งราคาอาหารสดและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ CPI โดยรวม เพิ่มขึ้น 1.9% สำหรับปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินเฟ้อ ได้แก่ ราคาสินค้าคงทนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและนันทนาการ รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้ การที่ราคาสินค้าและบริการยังคงปรับตัวขึ้น แม้ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินหน้ามาตรการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ BOJ พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเร็วที่สุดในเดือนหน้า
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน ตลาดเพิ่มคาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้าหลังเงินเยนยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง แม้สหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะร่วมกันแทรกแซงตลาดเงินในเดือนกรกฎาคม โดยเงินเยนที่อ่อนค่ายังคงเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)